thansettakij
thansettakij
ไรมอน แลนด์ ออกหุ้นกู้เสี่ยงสูง 510 ล้าน ท่ามกลางสัญญาณเตือนสภาพคล่อง

ไรมอน แลนด์ ออกหุ้นกู้เสี่ยงสูง 510 ล้าน ท่ามกลางสัญญาณเตือนสภาพคล่อง

26 พ.ค. 69 | 06:55 น.
อัปเดตล่าสุด :26 พ.ค. 69 | 07:40 น.

ไรมอน แลนด์ (RML) เตรียมออกหุ้นกู้เสี่ยงสูงไม่มีเรตติ้ง 6 ชุด วงเงิน 510 ล้านบาท รีไฟแนนซ์หุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนด ท่ามกลางสัญญาณเตือนสภาพคล่อง มีเงินกู้ยืมระยะสั้นจากบุคคลอื่น 1,406 ล้านบาท และภาระหนี้ครบกำหนดในไตรมาส 2/2569 รวมกว่า 1,913 ล้านบาท

KEY

POINTS

  • ไรมอน แลนด์ (RML) เตรียมออกหุ้นกู้เสี่ยงสูงไม่มีเรตติ้ง วงเงินรวม 510 ล้านบาท เพื่อนำเงินไปรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ชุดเดิมที่จะครบกำหนด และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน
  • การออกหุ้นกู้ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางปัญหาสภาพคล่องรุนแรง โดยผู้สอบบัญชีชี้ว่าบริษัทมีหนี้สินหมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียน 675 ล้านบาท และมีหนี้สินที่คาดว่าจะครบกำหนดในไตรมาส 2/2569 สูงถึง 1,913 ล้านบาท
  • ผู้สอบบัญชีได้ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่แน่นอนที่มีสาระสำคัญ ซึ่งอาจทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความสามารถในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของบริษัท

ไรมอน แลนด์ (RML) เตรียมออกหุ้นกู้เสี่ยงสูงไม่มีเรตติ้ง 6 ชุด วงเงินรวมไม่เกิน 510 ล้านบาท เพื่อรีไฟแนนซ์หุ้นกู้เดิมที่ทยอยครบกำหนดมิ.ย.–ก.ค. 2569 ท่ามกลางสัญญาณเตือนสภาพคล่อง หลังผู้ตรวจสอบบัญชีชี้บริษัทมีหนี้สินหมุนเวียนเกินสินทรัพย์หมุนเวียนกว่า 675 ล้านบาท มีเงินกู้ยืมระยะสั้นจากบุคคลอื่นสูงถึง 1,406 ล้านบาท และมีภาระหนี้ที่ต้องชำระภายในไตรมาส 2/2569 รวมกว่า 1,913 ล้านบาท

ยื่น ก.ล.ต. ออกหุ้นกู้ 6 ชุด วงเงิน 510 ล้าน

บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ RML ได้ยื่นร่างแบบแสดงรายการข้อมูลต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเตรียมออกและเสนอขายหุ้นกู้เสี่ยงสูง ประเภทไม่ด้อยสิทธิ มีประกันลำดับรอง จำนวนทั้งสิ้น 6 ชุด รวมวงเงินไม่เกิน 510 ล้านบาท โดยผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนก่อนวันครบกำหนด และกำหนดจ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน ทั้งนี้จะเสนอขายเฉพาะผู้ลงทุนสถาบันและ/หรือผู้ลงทุนรายใหญ่เท่านั้น

หุ้นกู้ 6 ชุดที่จะออกจำหน่าย

  • ชุดที่ 1 อายุ 1 ปี 26 วัน ครบกำหนดไถ่ถอนในปี พ.ศ. 2570 อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 7.15 ต่อปี โดยชุดนี้มีมูลค่าการเสนอขายไม่เกิน 300 ล้านบาท นับวันออกตราสารจากวันที่ 11 มิถุนายน 2569 และครบกำหนดไถ่ถอนวันที่ 7 กรกฎาคม 2570 ผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนก่อนครบกำหนดได้ภายหลังครบรอบ 3 เดือนนับจากวันออกตราสาร
  • ชุดที่ 2 อายุ 1 ปี 7 เดือน 17 วัน ครบกำหนดไถ่ถอนในปี พ.ศ. 2571 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.35 ต่อปี
  • ชุดที่ 3 อายุ 1 ปี 13 วัน ครบกำหนดไถ่ถอนในปี พ.ศ. 2570 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.15 ต่อปี
  • ชุดที่ 4 อายุ 1 ปี 7 เดือน 4 วัน ครบกำหนดไถ่ถอนในปี พ.ศ. 2571 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.35 ต่อปี
  • ชุดที่ 5 อายุ 1 ปี 6 เดือน 13 วัน ครบกำหนดไถ่ถอนในปี พ.ศ. 2571 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.35 ต่อปี
  • ชุดที่ 6 อายุ 1 ปี 5 เดือน 23 วัน ครบกำหนดไถ่ถอนในปี พ.ศ. 2571 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.35 ต่อปี

รีไฟแนนซ์หุ้นกู้เดิม 6 ชุด ครบกำหนด มิ.ย.-ก.ค.นี้

วัตถุประสงค์หลักของการระดมทุนครั้งนี้คือการนำเงินไปไถ่ถอนหุ้นกู้เดิมจำนวน 6 ชุด ได้แก่ RML266A, RML266B, RML267A, RML267B, RML267C และ RML267D ซึ่งจะทยอยครบกำหนดในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม 2569 นอกจากนี้ บางส่วนของเงินที่ระดมได้จะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้นของบริษัทด้วย

ตราสารชุดนี้ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Unrated) และจำกัดการเสนอขายเฉพาะผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่เท่านั้น โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ เคพีเอ็ม จำกัด ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้จัดจำหน่ายและผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้

หลักประกันจำนองลำดับรอง เสี่ยง

แม้หุ้นกู้ชุดนี้จะมีหลักประกัน อันได้แก่ เงินสดฝากในบัญชีหลักประกัน ห้องชุดในโครงการ The River และโครงการ The Cube รวมถึงที่ดินในจังหวัดกระบี่ ภูเก็ต สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร แต่หลักประกันบางส่วนจดจำนองในลำดับที่ 2 ต่อจากหุ้นกู้ชุดก่อนหน้า หมายความว่าหากเกิดการบังคับขายหลักประกัน ผู้ถือหุ้นกู้ชุดนี้จะได้รับการชำระคืนในลำดับถัดไป และมีความเป็นไปได้ที่จะได้รับเงินคืนไม่ครบจำนวน

แบกหนี้หุ้นกู้คงค้าง 21 ชุด มูลค่ารวม 1,593 ล้านบาท

จากการตรวจสอบข้อมูลของ RML ผ่านสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 พบว่า บริษัทมีหุ้นกู้ระยะยาวทั้งสิ้น 21 ชุด มูลค่ารวม 1,593.00 ล้านบาท และมียอดคงค้างรวม 1,589.61 ล้านบาท หุ้นกู้ทั้งหมดเสนอขายต่อผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่เท่านั้น

ในจำนวนหุ้นกู้ทั้ง 21 ชุดดังกล่าว มี 19 ชุดที่เป็นประเภทมีหลักประกัน (FASSET) และมีเพียง 2 ชุด คือ RML267A และ RML267B ที่เป็นประเภทไม่มีหลักประกัน (UNSECURE)

จากการตรวจสอบหุ้นกู้คงค้างในระบบของ RML ผ่านสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 พบว่า บริษัทมีหุ้นกู้ระยะยาวทั้งสิ้น 21 ชุด มูลค่ารวม 1,593.00 ล้านบาท

Q1/69 ขาดทุน 149 ล้าน สภาพคล่องต่ำกว่าเกณฑ์

ข้อมูล ณ ไตรมาส 1/2569 แสดงให้เห็นว่า RML มีสินทรัพย์รวม 6,247 ล้านบาท ลดลงจาก 6,751 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนของผู้ถือหุ้นปรับลดลงเหลือ 1,937 ล้านบาท จาก 2,560 ล้านบาทในปีก่อนหน้า

ในด้านผลการดำเนินงาน บริษัทมีรายได้รวม 113 ล้านบาท ขณะที่มีค่าใช้จ่ายรวมสูงถึง 213 ล้านบาท ส่งผลให้มีผลขาดทุนสุทธิ 149 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ 269 ล้านบาท

อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) อยู่ที่ 0.83 เท่า ต่ำกว่าระดับ 1 เท่า ซึ่งหมายความว่าสินทรัพย์หมุนเวียนของบริษัทมีมูลค่าต่ำกว่าหนี้สินหมุนเวียนระยะสั้นทั้งหมด นอกจากนี้ อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Debt to Equity) เพิ่มขึ้นเป็น 2.22 เท่า จาก 1.47 เท่าในปีก่อน และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Interest Bearing Debt to Equity) อยู่ที่ 1.60 เท่า

ผู้สอบบัญชีแจ้งเตือน หนี้ครบกำหนด Q2 กว่า 1,913 ล้าน

บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด ผู้ตรวจสอบบัญชีได้ระบุข้อสังเกตสำคัญในหมายเหตุประกอบงบการเงินระหว่างกาลแบบย่อ (สำหรับไตรมาสแรกสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569 ดังนี้

ณ วันดังกล่าว กลุ่มกิจการและบริษัทมีหนี้สินหมุนเวียนสูงกว่าสินทรัพย์หมุนเวียนจำนวน 675.95 ล้านบาท และ 2,162.55 ล้านบาท ตามลำดับ บริษัทยังมีผลขาดทุนสะสมจำนวน 2,690.14 ล้านบาท และ 2,115.06 ล้านบาท ตามลำดับ รวมถึงผลขาดทุนในรอบระยะเวลาสามเดือนสิ้นสุดวันเดียวกันจำนวน 149.07 ล้านบาท และ 124.79 ล้านบาท ตามลำดับ

เงินกู้ยืมระยะสั้นจากบุคคลอื่น 1,406 ล้าน กดดันสภาพคล่อง

สำหรับภาระหนี้สินจากกิจกรรมจัดหาเงินที่จะครบกำหนดชำระภายในหนึ่งปี กลุ่มกิจการมีเงินกู้ยืมระยะสั้นจากบุคคลอื่นจำนวน 1,406.07 ล้านบาท หุ้นกู้ระยะสั้นและส่วนของหุ้นกู้ที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปีจำนวน 1,224.09 ล้านบาท และส่วนของเงินกู้ยืมระยะยาวจากบุคคลอื่นที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปีจำนวน 75.66 ล้านบาท ทั้งนี้ กลุ่มกิจการมีเงินกู้ยืมและหนี้สินหมุนเวียนที่จะครบกำหนดและคาดว่าจะครบกำหนดภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 จำนวนรวม 1,913.18 ล้านบาท

รายงานผู้ตรวจสอบบัญชีระบุว่า "สถานการณ์ข้างต้นแสดงให้เห็นว่ามีความไม่แน่นอนที่มีสาระสำคัญซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดข้อสงสัยอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่องของกลุ่มกิจการและบริษัท โดยกลุ่มกิจการอาจจะไม่สามารถขายสินทรัพย์และชำระหนี้สินได้ตามปกติของธุรกิจ"

ผู้บริหารชูแผนขายหุ้น RML548 ราคาประเมิน 8,400 ล้าน

รายงานผู้ตรวจสอบบัญชีระบุว่า ฝ่ายบริหารของกลุ่มกิจการได้กำหนดแนวทางเพื่อจัดการความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ประกอบด้วยการรักษาระดับเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดให้เพียงพอ รวมถึงการรับเงินสดจากการขายต้นทุนการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่คงเหลืออยู่ในบริษัทย่อย และเงินสดรับจากการขายหุ้นที่บริษัทถืออยู่ในบริษัท อาร์เอ็มแอล 548 จำกัด ซึ่งได้มีการดำเนินการตามแผนการขายแล้ว โดยฝ่ายบริหารประมาณการราคาขายหุ้นดังกล่าวไว้เบื้องต้นที่ประมาณ 8,400 ล้านบาท อ้างอิงจากราคาประเมินโดยผู้ประเมินอิสระและที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ

นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างกระบวนการออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพื่อชำระคืนหุ้นกู้ชุดที่ครบกำหนด พร้อมทั้งดำเนินการจัดหาแหล่งเงินทุนทางเลือกเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง และดำเนินการตามแผนการดำเนินธุรกิจและกลยุทธ์ทางการเงินเพื่อให้มีสภาพคล่องเพียงพอในระยะข้างหน้า

ฝ่ายบริหารระบุว่า จากการคาดการณ์โดยพิจารณาความเป็นไปได้อย่างสมเหตุสมผลในการขายสินทรัพย์และความสามารถในการจัดหาแหล่งเงินทุนทางเลือก บริษัทยังสามารถดำเนินธุรกิจตามแผนที่วางไว้และดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องในอีก 12 เดือนข้างหน้านับจากวันที่ในรายงาน ดังนั้น ข้อมูลทางการเงินจึงจัดทำขึ้นบนสมมติฐานการดำเนินงานต่อเนื่อง

นักวิเคราะห์ชี้ ความเชื่อมั่นนักลงทุน ปัจจัยชี้ขาดรีไฟแนนซ์

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่า RML มีหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม 2569 คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 600 ล้านบาท ขณะที่กระแสเงินสดสุทธิจากการดำเนินงานของบริษัทยังอยู่ในสถานะติดลบ

นายกิจพณระบุว่า การที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดการผิดนัดชำระหนี้เสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการรีไฟแนนซ์ หากบริษัทสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนเพื่อให้จองซื้อหุ้นกู้ชุดใหม่ หรือสามารถระดมทุนจากการรีไฟแนนซ์ได้ครอบคลุมมูลค่าหนี้เมื่อรวมกับกระแสเงินสดที่มีอยู่ บริษัทก็ยังมีความสามารถในการชำระคืนหนี้ได้ตามกำหนด

ปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อความสำเร็จของการรีไฟแนนซ์คือความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน ซึ่งพิจารณาจากผลการดำเนินงานของธุรกิจเป็นหลัก หากบริษัทมีการโอนโครงการจำนวนมากและกระแสเงินสดไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง โอกาสรีไฟแนนซ์จะมีความเป็นไปได้สูงกว่า ในทางกลับกัน หากบริษัทไม่มีโครงการใหม่และมีเพียงการขายโครงการเก่าที่คงเหลืออยู่ ความสนใจของผู้ลงทุนก็อาจลดลง

ในกรณีที่การรีไฟแนนซ์ผ่านการออกหุ้นกู้ทำได้ยาก บริษัทจำเป็นต้องพึ่งพาสถาบันการเงินในการสนับสนุนด้านเงินทุน ซึ่งสถาบันการเงินโดยทั่วไปจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือบนพื้นฐานของความมั่นใจในศักยภาพของบริษัท

นายกิจพณยังระบุถึงบริบทภาพรวมอุตสาหกรรมว่า ในช่วงปีที่ผ่านมาต่อเนื่องถึงปีนี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หลายราย เนื่องจากมีหุ้นกู้ครบกำหนดชำระในปริมาณมาก ประกอบกับภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่มีการเติบโต ส่งผลให้การบริหารจัดการด้านการรีไฟแนนซ์มีความตึงตัว โดยความอยู่รอดของแต่ละบริษัทขึ้นอยู่กับฐานนักลงทุนที่ให้การสนับสนุน หรือการมีกลุ่มผู้ลงทุนเฉพาะที่พร้อมเข้าลงทุนในสภาวะที่ตลาดมีความเสี่ยงสูง

หุ้นกู้ไฮยิลด์ยังระดมทุนได้ หากความเชื่อมั่นยังอยู่

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ในส่วนของหุ้นกู้กลุ่มที่มีอัตราผลตอบแทนสูงหรือกลุ่มไฮยิลด์ (High Yield) ซึ่งกลุ่มนี้ส่วนใหญ่บริษัทจะไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

ดังนั้นแล้วความสามารถในการระดมทุนจะขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นเป็นรายบริษัท โดยกลยุทธ์ที่นำมาใช้เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนคือการนำสินทรัพย์มาค้ำประกันเพิ่มเติม หรือการได้รับการสนับสนุนจากบริษัทแม่ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง

"แม้จะเป็นบริษัทในกลุ่มที่ไม่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ แต่หากมีทรัพย์สินที่จับต้องได้และมีประวัติการชำระดอกเบี้ยที่สม่ำเสมอตามกำหนด ก็ยังถือเป็นทางเลือกที่นักลงทุนบางกลุ่มให้การยอมรับ" นางสาวอริยา กล่าว

นอกจากนี้ สำหรับบริษัทในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีสินทรัพย์จำนวนมาก ยังมีทางเลือกในการบริหารจัดการสภาพคล่องผ่านวงเงินสินเชื่อจากธนาคารโดยการใช้สินทรัพย์เป็นหลักประกัน หรือการขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในบางช่วงเวลา ซึ่งเป็นปัจจัยเสริมที่ช่วยให้บริษัทสามารถบริหารจัดการหนี้สินและดำเนินธุรกิจต่อไปได้ท่ามกลางภาวะตลาดที่ยังมีความกดดัน