
เปิดผลงานอสังหาฯ Q1/69 เร่งปรับเกมธุรกิจ ฝ่าวิกฤตกำลังซื้อชะลอ
ดีเวลลอปเปอร์โชว์ผลงานอสังหาฯ ไตรมาส 1/2569 เร่งปรับโมเดลธุรกิจ รับเศรษฐกิจฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ชูมิกซ์ยูส เฮลท์แคร์ เช่าออมบ้าน และรายได้ประจำ สร้างการเติบโตระยะยาว
KEY
POINTS
- ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไตรมาส 1/69 เผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว หนี้ครัวเรือนสูง และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ
- ผู้ประกอบการรายใหญ่เร่งปรับกลยุทธ์ โดยหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) และพัฒนาระบบนิเวศ (Ecosystem) เพื่อกระจายความเสี่ยง
- มีการนำโมเดลธุรกิจใหม่ๆ มาใช้เพื่อแก้ปัญหาให้ผู้บริโภค เช่น โซลูชันเช่าเพื่อซื้อ (SENA) และการเชื่อมโยงธุรกิจที่อยู่อาศัยเข้ากับบริการสุขภาพ (PSH)
ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยในไตรมาส 1 ปี 2569 ยังเผชิญโจทย์ท้าทายรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อที่ฟื้นตัวช้า หนี้ครัวเรือนสูง ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ และภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ต้องเร่ง “ปรับเกมธุรกิจ” เพื่อรักษาการเติบโตและกระจายความเสี่ยง
โดยภาพรวมเริ่มเห็นการขยับจากธุรกิจขายที่อยู่อาศัยแบบดั้งเดิม ไปสู่โมเดลที่เน้นรายได้ประจำ (Recurring Income) ระบบนิเวศบริการ (Ecosystem) และธุรกิจใหม่ที่เชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตมากขึ้น
ขณะที่ผู้เล่นรายใหญ่ต่างงัดกลยุทธ์เฉพาะตัวออกมารับมือกับตลาดที่แข่งขันรุนแรงมากขึ้น ตั้งแต่การลงทุนเมกะโปรเจกต์ การขยายสู่ธุรกิจสุขภาพ การพัฒนาโซลูชันเช่าออมบ้าน ไปจนถึงการเร่งขายสินทรัพย์เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง
CPN ปั้นเมกะโปรเจกต์ ดัน Ecosystem
บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ถือเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ยังคงเติบโตโดดเด่นในไตรมาสแรกของปี โดยมีรายได้รวม 13,352 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
และมีกำไรสุทธิ 4,971 ล้านบาท เติบโต 18% จากปีก่อน สะท้อนความแข็งแกร่งของโมเดล Retail-Led Mixed-Use Development และการสร้าง Festival & Experience Economy ที่ช่วยดึงทราฟฟิกเข้าสู่ศูนย์การค้าทั่วประเทศ
นางสาวนภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการเงินการบัญชี และกลุ่มธุรกิจโรงแรมและสำนักงาน บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา ระบุว่า การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนและอินเดีย รวมถึงความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ดีขึ้น ช่วยหนุนการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ
ขณะที่กิจกรรมเทศกาลและอีเวนต์ตลอดปี เป็นแรงส่งสำคัญให้จำนวนผู้ใช้บริการและยอดขายร้านค้าเติบโตต่อเนื่อง จุดที่น่าสนใจคือ บริษัทเดินหน้าประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ “A Future-Led Ecosystem” พร้อมแผนลงทุนระยะ 5 ปี วงเงินกว่า 110,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2569-2573 เพื่อพัฒนาเมกะโปรเจกต์และแลนด์มาร์กทั่วประเทศ
ตั้งแต่โครงการเมืองแห่งอนาคตย่านรังสิตบนพื้นที่กว่า 750 ไร่ โครงการ Central GR9 ย่านพระราม 9 ไปจนถึง The Central District ที่เชื่อมโครงการเซ็นทรัล ลาดพร้าว และ The Central พหลโยธิน
นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดโครงการรีเทลใหม่หลายแห่ง อาทิ “เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส” มิกซ์ยูสแห่งใหม่ของภาคอีสาน และ “เซ็นทรัล นอร์ทวิลล์” ในนนทบุรี รวมถึงการทรานส์ฟอร์มโครงการเดิมครั้งใหญ่ ทั้งเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เซ็นทรัล บางนา เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต และเซ็นทรัล ภูเก็ต เพื่อยกระดับสู่การเป็น Global Destination
อีกแรงขับสำคัญของ CPN คือการสร้าง “Festival Economy” โดยเฉพาะความสำเร็จของเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ที่ดึงผู้ร่วมงานกว่า 15 ล้านคนทั่วประเทศ พร้อมสร้าง Engagement บนโซเชียลมีเดียกว่า 33 ล้านครั้ง สะท้อนบทบาทใหม่ของศูนย์การค้าในฐานะ Culturetainment Platform และ Tourism Hub
SENA ชู “เช่าออมบ้าน” ช่วยลูกค้ากู้ไม่ผ่าน
ฝั่งบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA เลือกใช้กลยุทธ์ “แก้ Pain Point” ให้ผู้บริโภคที่เข้าถึงสินเชื่อยาก ผ่านโมเดล “LivNex” หรือโซลูชันเช่าออมบ้าน ซึ่งกำลังกลายเป็น New S-Curve สำคัญของบริษัท
ทำให้ไตรมาส 1/2569 SENA มียอดขายรวม 5,127 ล้านบาท รายได้รวม 1,282 ล้านบาท ใกล้เคียงปีก่อน แต่ยังสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ได้ที่ 33% เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 101 ล้านบาท โดยมี Backlog สูงถึง 9,102 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องถึงปี 2570
นางสาวอธิกา บุญรอดชู ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดสรรเงินและการลงทุน SENA ระบุว่า แม้ตลาดอสังหาฯ ยังมีดีมานด์ แต่ผู้บริโภคจำนวนมากไม่สามารถขอสินเชื่อผ่าน ทำให้ LivNex เติบโตต่อเนื่อง ปัจจุบันมีห้องในโครงการภายใต้โมเดลดังกล่าว 946 ห้อง มูลค่ารวม 1,898 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน SENA ยังเร่งสร้าง New S-Curve ผ่าน Green Lifestyle Platform ที่เชื่อม “บ้าน พลังงาน การเดินทาง และการเงิน” เข้าไว้ด้วยกัน โดยมี SENA Solar Energy และ SENA Green Auto เป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญ รองรับเทรนด์พลังงานสะอาด Solar Rooftop และรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต
PROUD จับเทรนด์ Wellness Residence เจาะตลาดลักชัวรี
ด้านบริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PROUD ยังเดินหน้าเจาะตลาดลักชัวรีและ Branded Residences ซึ่งยังมีกำลังซื้อแข็งแกร่ง ทั้งจากลูกค้าไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มที่มองหาที่อยู่อาศัยเพื่อสุขภาพและการพักระยะยาว นายพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร PROUD กล่าวว่า ทิศทางไตรมาส 1/2569 ยังสดใสจากการรับรู้รายได้ของโครงการ NUE District R9 และ VEHHA Hua Hin
ขณะที่บริษัทมี Backlog สูงถึง 6,131 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ถึงปี 2570 และมีคุณภาพสูงจากกลุ่ม Real Demand ทำให้อัตราการปฏิเสธโอนอยู่ในระดับต่ำ PROUD มองว่าตลาดอสังหาฯ ปีนี้จะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปตามเศรษฐกิจ การเมือง และการท่องเที่ยว แต่ตลาดลักชัวรียังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะโครงการในทำเล CBD และ Resort Residences ที่ตอบโจทย์ด้าน Health & Wellness
PSH เชื่อม Healthcare Platform สร้างรายได้ประจำระยะยาว
อีกบริษัทที่ขยับชัดในเรื่องการทรานส์ฟอร์มองค์กร คือ บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSH ซึ่งกำลังเปลี่ยนตัวเองจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ไปสู่ “Integrated Living & Healthcare Platform” ภายใต้แนวคิด Lifetime Well-Living
โดยไตรมาส 1/2569 PSH มีรายได้รวม 3,430 ล้านบาท พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์หลัก 3 ด้าน ได้แก่ Asset-Optimized, Capital-Efficient และ Well-Living-Focused เพื่อสร้างรายได้คุณภาพและ Recurring Income ระยะยาว
นางสาวปัทมา ปิยะมณีพร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม PSH ระบุว่า พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพและการดูแลเชิงป้องกันมากขึ้น ทำให้บริษัทเร่งสร้าง Well-Living Ecosystem ที่เชื่อม “บ้าน” และ “สุขภาพ” เข้าด้วยกัน จุดแข็งสำคัญของพฤกษาคือการมีโรงพยาบาลในเครือ
โดยธุรกิจโรงพยาบาลวิมุตในไตรมาสแรกมีรายได้ 562 ล้านบาท เติบโต 10% และ EBITDA เพิ่มขึ้น 24% จากการขยายฐานลูกค้าประกัน ลูกค้าองค์กร และผู้ป่วยต่างชาติ นอกจากนี้ PSH ยังเร่งสร้างรายได้ประจำผ่านโครงการคลังสินค้าอัจฉริยะ อสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ และ Eco Apartment รวมถึงโมเดล Lease & Rent-to-Own Program เพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงการเป็นเจ้าของบ้านได้ง่ายขึ้น
นายธีระ ทองวิไล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ยอมรับว่า ตลาดบ้านเดี่ยวอยู่ในภาวะอ่อนแรงที่สุดในรอบ 5 ปี ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับสินค้า ราคา และช่องทางขายอย่างแม่นยำมากขึ้น โดยบริษัทเร่งบริหารสินค้าพร้อมขายมูลค่า 65,300 ล้านบาท เพื่อเปลี่ยนเป็นรายได้และกระแสเงินสดให้เร็วที่สุด
PF เร่งขายสินทรัพย์ ปรับโครงสร้างฝ่าตลาดซบเซา
อีกด้านหนึ่ง บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) หรือ PF กำลังอยู่ในช่วงเร่งฟื้นสภาพคล่อง หลังยอดขายไตรมาส 1/2569 ลดลงต่ำสุดในรอบ 40 ปี ทำให้ผลประกอบการไตรมาสอ่อนตัวหนัก ท่ามกลางกำลังซื้อที่ชะลอตัวและภาระหนี้สินที่กดดันต่อเนื่อง โดยบริษัทมีรายได้รวม 1,067 ล้านบาท ลดลงจาก 1,696 ล้านบาทในช่วงเดียวกันปีก่อน
ขณะที่รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ลดลงอย่างมากเหลือเพียง 210.5 ล้านบาท จากเดิม 847.9 ล้านบาท สะท้อนภาวะตลาดที่อยู่อาศัยที่ชะลอตัวอย่างรุนแรง โดยเฉพาะตลาดบ้านและคอนโดมิเนียม
อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมีรายได้จากธุรกิจโรงแรมจำนวน 620.7 ล้านบาท และรายได้ค่าเช่าและบริการอีก 188.2 ล้านบาท เข้ามาช่วยพยุงกระแสรายได้รวมขององค์กร ท่ามกลางภาวะที่ธุรกิจหลักยังเผชิญแรงกดดันสูง ด้านผลกำไร บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ 528.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 282.90 ล้านบาท หรือคิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 0.05 บาท เทียบกับ 0.03 บาทต่อหุ้นในปีก่อน สะท้อนต้นทุนทางการเงินและภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง
ทั้งนี้ นายศานิต อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PF เปิดเผยว่า บริษัทได้ชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ครบทั้ง 10 รุ่นที่ครบกำหนดในเดือนพฤษภาคม 2569 แล้ว และกำลังเร่งขายสินทรัพย์เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ทั้งอาคารสำนักงานริมถนนสีลม มูลค่า 150 ล้านบาท และที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้ไอคอนสยาม มูลค่า 2,000 ล้านบาท
พร้อมกันนี้ บริษัทเตรียมลดขนาดองค์กร ลดจำนวนพนักงานกว่า 100 คนในช่วงครึ่งปีหลัง และปรับกลยุทธ์ธุรกิจใหม่ โดยเน้นการสร้างบ้านมาตรฐานใหม่ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และพัฒนา Health Club ในโครงการ รวมถึงนำ AI มาใช้บริหารจัดการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น
ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์อีกหลายราย แม้ยังสามารถรักษาระดับกำไรได้ แต่ภาพรวมสะท้อนชัดว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 อยู่ในช่วง “ประคองการเติบโต” มากกว่าการเร่งขยายตัวแบบก้าวกระโดดเหมือนในอดีต โดยแต่ละบริษัทต่างเลือกใช้กลยุทธ์เฉพาะทางเพื่อรักษารายได้และกระแสเงินสด ท่ามกลางกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
แสนสิริ-ศุภาลัย-SC-AP ยังรักษากำไร ท่ามกลางตลาดผันผวน
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI ยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ต่อเนื่อง โดยไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 864.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ทำได้ 813.88 ล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.046 บาท เทียบกับ 0.042 บาทในปีก่อน บริษัทมีรายได้รวม 6,691.49 ล้านบาท
โดยรายได้หลักยังมาจากการขายอสังหาริมทรัพย์จำนวน 5,541.61 ล้านบาท สะท้อนว่าตลาดแนวราบและกลุ่มพรีเมียมยังเป็นแรงขับสำคัญของบริษัท แม้ภาพรวมตลาดจะยังชะลอตัว ขณะที่แสนสิริยังคงเดินหน้ากลยุทธ์เจาะกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บน และลูกค้าต่างชาติ ซึ่งยังมีกำลังซื้อในบางเซ็กเมนต์ โดยเฉพาะโครงการในทำเลเมืองและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ
ด้านบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI แม้กำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 จะอยู่ที่ 402.1 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจาก 404.8 ล้านบาทในช่วงเดียวกันปีก่อน และชะลอตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หลังเร่งโอนกรรมสิทธิ์จำนวนมากไปแล้วในช่วงปลายปี 2568 แต่ผลประกอบการยังถือว่าสูงกว่าที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายประเมินไว้ สะท้อนความสามารถในการรักษาระดับรายได้ท่ามกลางภาวะตลาดที่ยังเปราะบาง
บริษัทมีรายได้รวม 3,955.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 3,699.66 ล้านบาทในปีก่อน โดยรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่ราว 3.65 พันล้านบาท เติบโต 4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แรงหนุนสำคัญมาจากการทยอยโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการ “ศุภาลัย เซนส์ ศรีนครินทร์” ที่เข้ามาช่วยหนุนรายได้ในไตรมาสนี้
แม้ภาพรวมตลาดจะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่ศุภาลัยยังเดินหน้าแผนลงทุนเชิงรุกในปี 2569 โดยเตรียมเปิดโครงการใหม่รวม 28 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 35,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 23 โครงการ และคอนโดมิเนียมอีก 5 โครงการ สะท้อนความเชื่อมั่นต่อดีมานด์ระยะยาวในตลาดที่อยู่อาศัย บริษัทตั้งเป้ายอดขายล่วงหน้า (Presales) ปีนี้ไว้ที่ 30,000 ล้านบาท และตั้งเป้ารายได้รวม 27,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังเดินหน้ากระจายความเสี่ยงผ่านธุรกิจใหม่ เช่น โครงการคลังสินค้า (Warehouse) และการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดออสเตรเลีย ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างรายได้ระยะยาวนอกเหนือจากตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศ
จุดแข็งสำคัญของ SPALI ยังคงอยู่ที่ฐานะการเงินที่แข็งแรง การบริหารต้นทุนอย่างระมัดระวัง และการกระจายพอร์ตทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียมในหลายจังหวัด ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากภาวะชะลอตัวของตลาดบางพื้นที่ และทำให้บริษัทสามารถรักษาเสถียรภาพของผลประกอบการได้ดีกว่าหลายบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน
ส่วนบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC ยังคงทำผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ยังเติบโตได้ แม้ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว โดยมีกำไรสุทธิ 120.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.23% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ทำได้ 112.25 ล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.0281 บาท จากเดิม 0.0262 บาท บริษัทมีรายได้รวม 3,245.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยแรงขับสำคัญมาจากการโอนกรรมสิทธิ์ที่เติบโต 25.99% ทั้งในกลุ่มบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียม ซึ่งช่วยหนุนรายได้และกำไรในไตรมาสนี้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ฝั่งยอดขายล่วงหน้า (Presale) ยังชะลอตัว โดยทำได้ 3.3 พันล้านบาท ลดลง 15% จากปีก่อน และลดลง 48% จากไตรมาสก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากภาวะดีมานด์ที่ยังอ่อนแรง ประกอบกับบริษัทไม่มีการเปิดตัวโครงการแนวราบใหม่ในช่วงครึ่งปีแรก ส่งผลให้ยอดขายใหม่ยังไม่เร่งตัวตามเป้าหมาย
นอกจากนี้ แม้ยอดโอนจะเติบโต แต่บริษัทเผชิญแรงกดดันด้านอัตรากำไรขั้นต้น รวมถึงรายได้ค่าเช่าที่อ่อนตัวลง สะท้อนการแข่งขันด้านราคาที่ยังรุนแรงในตลาดที่อยู่อาศัย และภาวะเศรษฐกิจที่ยังส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
สำหรับทิศทางธุรกิจปี 2569 SC เดินหน้าปรับโฉมแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี พร้อมวางเป้ารายได้รวมทั้งปีไว้ที่ 25,500 ล้านบาท เติบโต 21% ภายใต้ยุทธศาสตร์ “3 เครื่องยนต์ธุรกิจ” ที่ขับเคลื่อนทั้งโครงการที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน และโรงแรม เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำในระยะยาว
ขณะเดียวกัน บริษัทจะใช้โครงการคอนโดมิเนียมและบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรีเป็นหัวหอกสำคัญในการสร้างยอดขาย ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ COBE และ บางกอก บูเลอวาร์ด ซึ่งยังมีกำลังซื้อเฉพาะกลุ่มรองรับ แม้ภาพรวมตลาดแมสยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ก็ตาม
อีกหนึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ยังรักษาความแข็งแกร่งของผลประกอบการได้ต่อเนื่อง คือ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP โดยไตรมาส 1/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ 903.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ทำได้ 863.72 ล้านบาท หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.29 บาท เพิ่มขึ้นจาก 0.27 บาทต่อหุ้นในปีก่อน สะท้อนความสามารถในการบริหารพอร์ตโครงการและควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและภาวะสินเชื่อที่เข้มงวด ในไตรมาสนี้ AP มีกำไรก่อนภาษีเงินได้ 1,128.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,055.29 ล้านบาทในปีก่อน พร้อมรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในการร่วมค้าจำนวน 48.04 ล้านบาท
ขณะที่ในงบการเงินเฉพาะกิจการยังมีรายได้เงินปันผลรับอีก 191.38 ล้านบาท สะท้อนโครงสร้างรายได้ที่มีความหลากหลายมากขึ้น เมื่อพิจารณาผลประกอบการของผู้ประกอบการอสังหาฯ รายใหญ่ในไตรมาส 1/2569 จะเห็นภาพชัดว่า “ตลาดไม่ได้ฟื้นเท่ากันทุกเซ็กเมนต์” โดยกลุ่มที่ยังพอเติบโตได้ คือโครงการระดับบน มิกซ์ยูส ธุรกิจรายได้ประจำ และโมเดลใหม่ที่เชื่อมกับไลฟ์สไตล์ สุขภาพ หรือบริการระยะยาว
ขณะที่ตลาดแมสและกลุ่มที่พึ่งพาสินเชื่อสูงยังได้รับแรงกดดันจากภาวะหนี้ครัวเรือนและการเข้มงวดสินเชื่อของสถาบันการเงิน สิ่งที่เห็นชัดขึ้นในปีนี้ คือผู้ประกอบการแทบทุกรายเริ่มให้ความสำคัญกับการสร้าง “Ecosystem” และรายได้ประจำมากขึ้น
โดยเชื่อมโยงอสังหาฯ เข้ากับธุรกิจอื่น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรม โรงพยาบาล คลังสินค้า พลังงานสะอาด บริการเช่าออมบ้าน หรือโครงการเชิงไลฟ์สไตล์ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากรายได้ขายอสังหาริมทรัพย์แบบดั้งเดิม ท่ามกลางตลาดที่การแข่งขันสูงและผู้บริโภคตัดสินใจซื้อยากขึ้นอย่างต่อเนื่อง







