
อสังหาฯไทยก้าวสู่ Safe Haven บิ๊กเนมลุยเจาะกำลังซื้อตะวันออกกลาง
กำลังซื้อในประเทศชะลอตัว กูรู-บิ๊กเนม ชี้เม็ดเงินต่างชาติยังไหล เข้าสู่อสังหาฯไทยต่อเนื่อง สะท้อนบทบาทไทยในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางโลกผันผวน หลังสงครามสู้รบในตะวันออกกลาง
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนจากสงครามในหลายภูมิภาคประเทศไทย กำลังถูกจับตาในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงของโลก หรือ Ultra-High-Net-Worth Individuals (UHNWIs) ที่มองหาทั้งความมั่นคงในการลงทุน คุณภาพชีวิต และความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตข้ามประเทศ
ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคาร สงเคราะห์ (REIC) สะท้อนทิศทางเดียวกันว่า แม้กำลังซื้อภายในประเทศจะชะลอตัว แต่ความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมจากชาวต่างชาติยังคงแข็งแกร่ง และกลับมาใกล้เคียงระดับก่อนโควิด-19 ที่ประมาณ 13,000 ยูนิตต่อปี หลังจากหดตัวในช่วงปี 2563-2564 ก่อนฟื้นตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา
ขณะเดียวกัน โครงสร้างผู้ซื้อชาวต่างชาติก็เริ่มเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่พึ่งพากำลังซื้อจากจีนเป็นหลัก สู่ฐานลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งรัสเซีย ไต้หวัน อินเดีย อังกฤษ และกลุ่มประเทศยุโรปอื่น ๆ สะท้อนว่าอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังได้รับความสนใจในวงกว้างมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์ระยะยาว
ด้านภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมไทยในไตรมาส 1 ปี 2569 ฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ระบุว่า ตลาดยังเผชิญความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางโดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล สหรัฐฯ และอิหร่านที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไทยอย่างชัดเจน
ในไตรมาสแรกปี 2569 มีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ประมาณ 7,170 ยูนิต แม้ตัวเลขจะดูสูงกว่าไตรมาสก่อนหน้า แต่ส่วนหนึ่งมาจากการเปิดตัวโครงการขนาดใหญ่ไม่ได้สะท้อนการฟื้นตัวของกำลังซื้ออย่างแท้จริงขณะที่ผู้ประกอบการหลายรายยังชะลอการเปิดโครงการใหม่ตามภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนตัว โดยทั้งปีคาดว่าจะมีอุปทานใหม่ราว 15,000-18,000 ยูนิต
ทั้งนี้ ตลาดต่างชาติยังเป็นความหวังสำคัญโดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการบ้านหลังที่สอง นักลงทุนระยะยาว กลุ่มผู้เกษียณอายุ และ Digital Nomadที่มองหาประเทศสำหรับพำนักระยะยาว หนึ่งในปัจจัยสนับสนุน คือแนวทางส่งเสริม Longstay Visa สำหรับผู้ซื้อคอนโดมิเนียมมูลค่า 3 ล้านบาทขึ้นไป ในโครงการที่เข้าร่วมกับบริษัท ไทยจัดการลองสเตย์ จำกัด ซึ่งครอบคลุมพื้นที่สำคัญ เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา
สอดคล้องกับมุมมองของนายอภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ORIGIN VERTICAL ในเครือ ORI ที่ระบุว่าช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เริ่มเห็นลูกค้ากลุ่มตะวันออกกลางทยอยสอบถามซื้อคอนโดมิเนียมในไทยผ่านเอเจนต์มากขึ้น โดยเฉพาะโครงการในจังหวัดภูเก็ตที่ได้รับความนิยมมากกว่ากรุงเทพฯ ขณะที่บางส่วนต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยระยะยาวและใช้สิทธิ Thailand Long Stay Visa สะท้อนว่าไทยยังอยู่ในสายตาของผู้ซื้อที่มองหาพื้นที่ปลอดภัยสำหรับอยู่อาศัยและลงทุนระยะยาว
นอกจากนี้ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ ทั้งโครงการแลนด์บริดจ์ภาคใต้ มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท รวมถึงการพัฒนา เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC ยังถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุน การอยู่อาศัย และการเชื่อมต่อระดับภูมิภาคในระยะยาว เช่นเดียวกับ นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิตประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บมจ. อนันดา เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าตลาดคอนโดมิเนียมลักชัวรี อัลตร้าลักชัวรี ทำเลกลางใจเมืองย่านศูนย์กลางธุรกิจยังมีกระแสตอบรับที่ดี สำหรับกลุ่มกำลังซื้อสูงโดยเฉพาะต่างชาติ ส่งผลให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์หลายค่ายต่างมองหาที่ดินพัฒนาโครงการต่อเนื่อง
ท่ามกลางกำลังซื้อในประเทศชะลอตัว สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง อนันดาฯ เดินหน้าเจาะ กำลังซื้อต่างชาติเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิด “Relocate to Thailand We Handle Everything” ที่ไม่ได้ขายเพียง ที่อยู่อาศัย แต่ขายการเริ่มต้นชีวิตใหม่ หัวใจสำคัญอยู่ที่การลดความซับซ้อนของการย้ายประเทศ ให้เหลือเพียงตัดสินใจ แล้วที่เหลือบริษัทจัดการให้ทั้งหมด
สำหรับกลยุทธ์เด็ดคือการผูกสิทธิประโยชน์ด้านวีซ่ากับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ผู้ซื้อที่เข้าเงื่อนไขสามารถรับสิทธิ์พำนักระยะยาว 1 ปี (Long Stay Visa) จากการลงทุน เริ่มต้น 3 ล้านบาท ส่งผลมีกลุ่มตะวันออกกลาง ให้ความสนใจเข้ามาใช้ชีวิตในระยะสั้น จากการเช่า เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และโรงแรมของอนันดาฯเพิ่มมากขึ้น และมีแนวโน้มสร้างโอกาสซื้อที่อยู่อาศัยในระยะยาว
นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ ประธานผู้บริหารสายกลยุทธ์ บมจ.แสนสิริ กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงสถานที่พักผ่อนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศความมั่งคั่งระดับโลก หรือ Global Wealth Ecosystem ที่นักลงทุนสามารถใช้ชีวิต ลงทุน และวางแผนระยะยาวได้ในที่เดียว
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยถูกยกระดับในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ คือสิ่งที่แสนสิริเรียกว่า“Infrastructure of Life” หรือโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการใช้ชีวิต ที่ครอบคลุมถึงระบบสาธารณสุขระดับโลก โรงเรียนนานาชาติ ความมั่นคงด้านอาหาร ตลอดจนไลฟ์สไตล์ที่มีคุณภาพในต้นทุนที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับเมืองสำคัญทั่วโลก
มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับหลายสำนักวิเคราะห์ระดับโลกที่เริ่มจัดให้ไทยเป็นหนึ่งใน “The World’s Last Safe Haven” หรือหลุมหลบภัยสุดท้ายของโลก ท่ามกลางภาวะโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ด้านนางสาว พิชชากร มีศักดิ์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานเครือข่ายและลูกค้าต่างประเทศ บมจ.เอสซี แอสเสท เปิดเผยว่า บริษัทได้ ร่วมมือกับบริษัท ไทยจัดการลองสเตย์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้สนับสนุนการพำนักระยะยาวของประเทศไทยเปิดตัวแคมเปญเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าชาวต่างชาติที่สนใจเข้ามาใช้ชีวิตระยะยาวในประเทศไทย โดยมอบสิทธิสมัครวีซ่าพำนักระยะยาว (Long Stay Visa) ระยะเวลา 1 ปี สำหรับผู้ที่ซื้อและโอนกรรมสิทธิ์คอนโดฯของ SC มูลค่า3 ล้านบาทขึ้นไป







