
เปิดมุมมอง'แสนสิริ'อสังหาฯไทยขึ้นแท่นสินทรัพย์ปลอดภัยโลก
แสนสิริ วิเคราะห์ไทยกำลังก้าวสู่ “Global Safe Asset” นักลงทุนโลกมองหาความมั่นคงควบคู่คุณภาพชีวิต หนุนอสังหาฯไทยยังดึงดูดดีมานด์ต่างชาติ แม้เศรษฐกิจโลกผันผวน
KEY
POINTS
- ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก อสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเปลี่ยนสถานะจากจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวสู่การเป็น “สินทรัพย์ปลอดภัยระดับโลก” (Global Safe Asset) ในสายตาของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (UHNWIs)
- ปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติคือ “โครงสร้างพื้นฐานเพื่อการใช้ชีวิต” (Infrastructure of Life) ที่มีคุณภาพ เช่น ระบบสาธารณสุขระดับโลก โรงเรียนนานาชาติ และคุณภาพชีวิตที่ดีในต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้
- ความต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์จากชาวต่างชาติยังคงแข็งแกร่ง โดยฐานลูกค้าขยายวงกว้างและมีความหลากหลายมากขึ้น สะท้อนความเชื่อมั่นในวงกว้างต่ออสังหาฯ ไทยในฐานะสินทรัพย์ระยะยาว
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนจากสงครามในหลายภูมิภาค “ประเทศไทย” กำลังถูกจับตาในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงของโลก หรือ Ultra-High-Net-Worth Individuals (UHNWIs) ที่มองหาทั้งความมั่นคงในการลงทุน คุณภาพชีวิต และความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตข้ามประเทศ
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวกำลังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของประเทศไทย จากเดิมที่เป็นเพียง “Destination” หรือจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและพักผ่อน สู่การเป็น “Global Safe Asset” หรือสินทรัพย์ปลอดภัยระดับโลก ที่ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัย การลงทุน และการรักษามูลค่าทรัพย์สินระยะยาว
นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ ประธานผู้บริหารสายกลยุทธ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นิยามของ “ความมั่งคั่ง” ในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยนักลงทุนระดับโลกไม่ได้มองเพียงผลตอบแทนทางการเงินเหมือนในอดีต แต่ให้ความสำคัญกับองค์ประกอบอื่นควบคู่กัน ทั้งเรื่องสุขภาพ ความปลอดภัย คุณภาพชีวิต และอิสระในการใช้ชีวิตในหลายประเทศ แนวคิด “Wealth + Wellness + Mobility” จึงกลายเป็นแกนสำคัญของการตัดสินใจลงทุนและเลือกที่อยู่อาศัยของคนกลุ่มนี้ ซึ่งประเทศไทยกำลังตอบโจทย์ได้ครบถ้วนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในด้านค่าครองชีพ ระบบสาธารณสุข ไลฟ์สไตล์ และความสามารถในการรองรับการใช้ชีวิตระยะยาว
“ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงสถานที่พักผ่อนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศความมั่งคั่งระดับโลก หรือ Global Wealth Ecosystem ที่นักลงทุนสามารถใช้ชีวิต ลงทุน และวางแผนระยะยาวได้ในที่เดียว” นายภูมิภักดิ์กล่าว
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยถูกยกระดับในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ คือสิ่งที่แสนสิริเรียกว่า “Infrastructure of Life” หรือโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการใช้ชีวิต ที่ครอบคลุมถึงระบบสาธารณสุขระดับโลก โรงเรียนนานาชาติ ความมั่นคงด้านอาหาร ตลอดจนไลฟ์สไตล์ที่มีคุณภาพในต้นทุนที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับเมืองสำคัญทั่วโลก
อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญ คือ “เสน่ห์ของความเป็นไทย” ทั้งเรื่องความเป็นมิตร ความปลอดภัย และการใช้ชีวิตที่สะดวกสบาย ซึ่งกลายเป็น Soft Power ที่ช่วยดึงดูดผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์จากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับหลายสำนักวิเคราะห์ระดับโลกที่เริ่มจัดให้ไทยเป็นหนึ่งใน “The World’s Last Safe Haven” หรือหลุมหลบภัยสุดท้ายของโลก ท่ามกลางภาวะโลกที่เผชิญความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) ที่สะท้อนทิศทางเดียวกันว่า แม้กำลังซื้อภายในประเทศจะชะลอตัว แต่ความต้องการซื้อคอนโดมิเนียมจากชาวต่างชาติยังคงแข็งแกร่ง และกลับมาใกล้เคียงระดับก่อนโควิด-19 ที่ประมาณ 13,000 ยูนิตต่อปี หลังจากหดตัวในช่วงปี 2563-2564 ก่อนฟื้นตัวอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา
ขณะเดียวกัน โครงสร้างผู้ซื้อชาวต่างชาติก็เริ่มเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่พึ่งพากำลังซื้อจากจีนเป็นหลัก สู่ฐานลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งรัสเซีย ไต้หวัน อินเดีย อังกฤษ และกลุ่มประเทศยุโรปอื่นๆ สะท้อนว่าอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังได้รับความสนใจในวงกว้างมากขึ้นในฐานะสินทรัพย์ระยะยาว
อย่างไรก็ตาม แสนสิริ มองว่า ไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ทุกประเภทจะสามารถเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยได้จริง เพราะคำว่า Safe Asset ในมุมของนักลงทุนระดับ UHNWIs ไม่ได้หมายถึงเพียงทำเลหรือราคา แต่รวมถึงคุณภาพโครงการ มาตรฐานการบริหารจัดการ และระบบนิเวศหลังการขายที่แข็งแกร่ง เพื่อซื้อความมั่นใจว่าในอีก 20-30 ปีข้างหน้า สินทรัพย์ดังกล่าวจะยังคงรักษามูลค่า ได้รับการดูแลอย่างมืออาชีพ และพร้อมใช้งานได้ทันที
ด้วยเหตุนี้ อสังหาริมทรัพย์ระดับไพรม์ของไทย โดยเฉพาะโครงการที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง มีประวัติการพัฒนาโครงการที่ชัดเจน และสามารถรักษามาตรฐานระดับสากลได้ จึงยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจจากต่างชาติอย่างต่อเนื่อง
นายภูมิภักดิ์กล่าวเสริมว่า บทบาทของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในยุคปัจจุบัน จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การสร้างโครงการเพื่อขายอีกต่อไป แต่ต้องทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากทั่วโลก
นอกจากนี้ ภาพดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ ทั้งการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC รวมถึงโครงการแลนด์บริดจ์ภาคใต้ ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1 ล้านล้านบาท
เมกะโปรเจกต์เหล่านี้กำลังถูกจับตาในฐานะปัจจัยสำคัญที่จะยกระดับบทบาทของไทยให้กลายเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ การค้า การลงทุน และการเชื่อมต่อระดับภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงที่โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านเส้นทางการขนส่งและภูมิรัฐศาสตร์ เช่น ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก
ทั้งนี้ แสนสิริยังประเมินว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ประเทศที่สามารถผสานความมั่นคง เข้ากับคุณภาพชีวิตได้อย่างสมดุล จะกลายเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งประเทศไทยกำลังสะท้อนภาพดังกล่าวชัดเจนขึ้นอย่างต่อเนื่องในมุมมองของนักลงทุนโลก
“แสนสิริกำลังวางบทบาทตัวเองให้เป็น Benchmark ของอุตสาหกรรม ทั้งด้านคุณภาพโครงการ มาตรฐานการบริการ และการดูแลสินทรัพย์ในระยะยาว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงที่ให้ความสำคัญกับการดูแลทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการซื้อขายระยะสั้น” นายภูมิภักดิ์กล่าว
ทั้งหมดสะท้อนว่า การที่ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นสู่การเป็น “Global Safe Asset” อาจเป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงทั้งปัจจัยมหภาค การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับมาตรฐานของภาคธุรกิจไทย
หากทั้งภาครัฐและเอกชนยังสามารถรักษาความเชื่อมั่น พร้อมเดินหน้ายกระดับมาตรฐานด้านคุณภาพชีวิต การลงทุน และระบบนิเวศของเมืองได้อย่างต่อเนื่อง ไทยก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางใหม่ของการอยู่อาศัยและการลงทุนระดับโลกในระยะยาวได้จริง ท่ามกลางโลกที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในทุกมิติ







