
วิกฤตพลังงานหนุนรัฐลดหย่อนภาษี 2 แสน SCB EIC ชี้โซลาร์คืนทุนเร็วขึ้น
SCB EIC ประเมินวิกฤตพลังงานและสงครามตะวันออกกลางดันค่าไฟพุ่ง หนุนโซลาร์รูฟท็อปคืนทุนเร็วขึ้น หลังรัฐชูลดหย่อนภาษีสูงสุด 2 แสนบาท กระตุ้นติดตั้งภาคครัวเรือน-ธุรกิจ
KEY
POINTS
- วิกฤตพลังงานและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยเร่งให้ครัวเรือนและธุรกิจหันมาติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อลดค่าใช้จ่าย
- ภาครัฐออกมาตรการสนับสนุน โดยให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุด 200,000 บาท สำหรับค่าซื้อและติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
- มาตรการลดหย่อนภาษีช่วยลดต้นทุนการติดตั้งและทำให้ระยะเวลาคืนทุนเร็วขึ้นเหลือประมาณ 4-7 ปี ซึ่งช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในระยะยาว
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC ประเมินว่า วิกฤตพลังงานโลกและสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจหันมาสนใจติดตั้ง “โซลาร์รูฟท็อป” มากขึ้น หลังต้นทุนค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
SCB EIC ระบุว่า มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปและอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ซึ่งภาครัฐประกาศให้มีผลตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571 จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยจูงใจให้ประชาชนเห็นความคุ้มค่าของการลงทุนด้านพลังงานสะอาดมากขึ้น
ลดหย่อนภาษีสูงสุด 2 แสนบาท
สำหรับมาตรการภาครัฐ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ มาตรการสำหรับภาคครัวเรือน ที่ให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าซื้อและติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทต่อระบบ ตามมาตรา 3
ขณะที่ภาคธุรกิจ จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ 50% ของค่าใช้จ่ายในการลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์อนุรักษ์พลังงานที่ได้รับฉลากประสิทธิภาพสูงระดับ 5 ดาว ตามมาตรา 4
SCB EIC มองว่า มาตรการดังกล่าวได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากผู้ติดตั้งจะได้รับเงินคืนบางส่วนหลังยื่นแบบภาษี คิดเป็นการช่วยลดต้นทุนได้ราว 5-20% ควบคู่กับการลดภาระค่าไฟฟ้าในระยะยาว
โซลาร์คืนทุนเร็วขึ้นเหลือ 4-7 ปี
บทวิเคราะห์ของ SCB EIC ประเมินว่า ครัวเรือนที่มีค่าไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 2,000-5,000 บาทต่อเดือน และติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 3 กิโลวัตต์พีก (KWp) จะสามารถคืนทุนได้ภายในประมาณ 6-7 ปี จากเดิมที่ต้องใช้เวลาราว 8 ปี
ส่วนครัวเรือนที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงกว่า 5,000 บาทต่อเดือน และเลือกติดตั้งระบบขนาด 5 KWp จะมีโอกาสคืนทุนได้เร็วขึ้นเหลือประมาณ 4-6 ปี จากเดิมที่ใช้เวลาประมาณ 7 ปี
SCB EIC ยังประเมินเพิ่มเติมว่า หากภาครัฐปรับใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบ Progressive หรือการคิดค่าไฟตามขั้นบันไดในอัตราที่สูงขึ้นสำหรับผู้ใช้ไฟจำนวนมาก จะยิ่งทำให้การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมีความคุ้มค่ามากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 620 หน่วยต่อเดือน ซึ่งอาจคืนทุนได้เร็วขึ้นอีกประมาณ 1-3 เดือน
เงินทุน-ความเชื่อมั่น ยังเป็นอุปสรรคหลัก
แม้แนวโน้มตลาดโซลาร์รูฟท็อปจะเติบโตต่อเนื่อง แต่ SCB EIC มองว่า การตัดสินใจติดตั้งของภาคครัวเรือนยังเผชิญข้อจำกัดสำคัญ ทั้งการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การเลือกผู้ให้บริการที่น่าเชื่อถือ และการเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม อุปสรรคดังกล่าวสามารถลดลงได้ หากผู้ให้บริการมีทางเลือกด้านการชำระเงินที่หลากหลาย เช่น สินเชื่อเช่าซื้อ หรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งช่วยลดภาระเงินก้อนแรก และเพิ่มความคุ้มค่าของการลงทุนเมื่อใช้ร่วมกับมาตรการลดหย่อนภาษี
นอกจากนี้ SCB EIC ระบุว่า ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับผู้ให้บริการที่มีข้อมูลสินค้า ราคา การรับประกัน และบริการหลังการขายที่ชัดเจน รวมถึงมีผลงานติดตั้งจริงและรีวิวจากลูกค้า ซึ่งช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นก่อนตัดสินใจลงทุน
เสนอรัฐเพิ่มแรงจูงใจ “ขายไฟคืน”
SCB EIC ได้เสนอแนะว่า ภาครัฐสามารถเร่งการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้มากขึ้น ผ่านมาตรการเพิ่มเติมนอกเหนือจากการลดหย่อนภาษีและโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft Loan
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญ คือ การจัดทำระบบรับรองคุณภาพอุปกรณ์และผู้ให้บริการติดตั้งแบบสมัครใจ หรือ Voluntary Certification Program เพื่อช่วยสร้างมาตรฐานและความเชื่อมั่นให้กับตลาด
พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐพิจารณาเปิดรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากโซลาร์รูฟท็อปผ่านระบบ Net Metering ที่สามารถขายคืนไฟฟ้าในราคาขายปลีก ซึ่งจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการติดตั้งมากกว่าระบบ Net Billing ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งรับซื้อไฟฟ้าในอัตราประมาณ 2.2 บาทต่อหน่วย
SCB EIC มองว่า ในระยะแรกภาครัฐอาจเริ่มทดลองใช้ในพื้นที่ที่มีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปหนาแน่น เพื่อประเมินผลกระทบด้านต้นทุนและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ก่อนขยายผลในระดับภูมิภาคและทั่วประเทศในอนาคต







