
'ก้องเกียรติ โอภาสวงการ' วิเคราะห์3 ฉากทัศน์ ไฟสงครามในตะวันออกกลาง
"ก้องเกียรติ โอภาสวงการ" เอเซีย พลัส กรุ๊ป วิเคราะห์3 ฉากทัศน์ ไฟสงครามในตะวันออกกลาง กระทบเศรษฐกิจ-อสังหาฯ ย้ำธุรกิจดี ธุรกิจไม่ดี ขอให้มีเงินสดติดมือไว้ สัญญาณบวก แนะรัฐขยายเพดานให้ชาวต่างชาติถือครองหรือเช่าอสังหาฯได้มากขึ้น
KEY
POINTS
- เอเซีย พลัส ประเมินผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจและอสังหาริมทรัพย์ไทยเป็น 3 ฉากทัศน์ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความขัดแย้ง
- หากสถานการณ์ยืดเยื้อ (โอกาส 50%) หรือบานปลาย (โอกาส 20%) อาจฉุดให้ GDP ไทยเติบโตเหลือเพียง 0.7-1.3% เทียบกับกรณีที่สถานการณ์คลี่คลายเร็วซึ่งคาดว่า GDP จะโต 1.6%
- ภาคอสังหาริมทรัพย์จะได้รับผลกระทบหนักที่สุดในกรณีที่สงครามบานปลาย จากต้นทุนการก่อสร้างที่สูงขึ้น อัตรากำไรลดลง และการท่องเที่ยวที่ซบเซา
สถานการณ์ความรุนแรงที่ปะทุขึ้นในภูมิภาค ตะวันออกกลาง กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งแรงกระเพื่อมต่อเศรษฐกิจโลกในหลายมิติ ทั้งด้านพลังงาน การค้า และเสถียรภาพทางการเงินระหว่างประเทศ ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อไม่เพียงส่งผลต่อประเทศคู่ขัดแย้งโดยตรง แต่ยังลุกลามเป็นความกังวลในวงกว้าง เนื่องจากภูมิภาคนี้เป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก
ในมุมเศรษฐกิจมหภาค ราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มผันผวนจากความไม่แน่นอน อาจผลักดันต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งให้ปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่ออัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศ ขณะเดียวกัน บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกเริ่มเข้าสู่โหมดระมัดระวัง นักลงทุนหันถือสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดการเงินเกิดความผันผวนตามไปด้วย
สำหรับประเทศไทย แม้จะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้ง แต่ในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ย่อมหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นได้ยาก อีกทั้งยังอาจกระทบต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว หากสถานการณ์ยืดเยื้อและบานปลาย
ด้วยเหตุนี้ การติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด จึงไม่ใช่เพียงประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป
ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์บนเวที “Thailand Real Estate Leader Dinner Talk 2026”ว่า วิกฤตสงครามทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นก่อนจะปรับตัวลดลงภายใน 1 ปี ซึ่งมักตามมาด้วยสภาวะเงินเฟ้อและเศรษฐกิจชะลอตัวใน1-3 ปีให้หลัง แต่ปัจจุบันสัดส่วนการใช้น้ำมันที่ลดลงเหลือ 29% จากการใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งช่วยบรรเทาแรงกระแทกได้ระดับหนึ่ง แม้ในระยะสั้นความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET) ปรับตัวลดลง 5-6% จากการที่นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อถือเงินสด
ทั้งนี้ ได้มีการประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอสังหาริมทรัพย์ไทยเป็น 3 ฉากทัศน์ ได้แก่
1.สถานการณ์คลี่คลายเร็ว (ความน่าจะเป็น 30%) หากสถานการณ์จบลงภายใน 1 เดือน GDP ไทยจะขยายตัว 1.6% โดยตลาดอสังหาริมทรัพย์จะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวและเม็ดเงินที่ไหลเข้ามา
2.สถานการณ์ยืดเยื้อ (ความน่าจะเป็น 50%) หากสงครามลากยาว 1–3 เดือน อาจทำให้ GDP ไทยเติบโตลดลงเหลือ 1.0–1.3%
และ 3.สถานการณ์บานปลาย (ความน่าจะเป็น 20%) กรณีวิกฤตลากยาวเกิน 3 เดือน GDP ไทยอาจโตต่ำกว่า 0.7% ซึ่งจะกระทบต่ออสังหาริมทรัพย์ไทยจากการที่ต้นทุนการก่อสร้างพุ่งสูงและอัตรากำไรลดลง ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อกดทับและการท่องเที่ยวที่ซบเซา
เมื่อย้อนดูสถิติที่อยู่อาศัยจดทะเบียนใหม่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา จะเห็นว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเผชิญกับวิกฤตหลายระลอก โดยเฉพาะวิกฤตต้มยำกุ้งที่ทำให้ตลาดซบเซาอย่างหนัก ก่อนจะไต่ระดับฟื้นตัวแบบขึ้นสลับลง ซึ่ง ดร.ก้องเกียรติ ย้ำว่า “ทุกวิกฤตมีระยะเวลาและจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติในที่สุด”
โดยปัจจุบันตลาดมีมูลค่าสินค้าคงค้างถึง 800,000 ล้านบาท และมีซัพพลายใหม่เล็กน้อยราว 200,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีโอกาส หากภาครัฐขยายเพดานให้ชาวต่างชาติถือครองหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ได้มากขึ้น เนื่องจากช่วงนี้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเป็นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงมีความสนใจที่จะเข้าซื้อกิจการโรงแรมในทำเลภูเก็ต, พัทยา, กระบี่, กรุงเทพฯ และเชียงใหม่
“ณ วันนี้อย่าลืมว่า Cash is King ผมพูดเสมอ แล้วจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป เพราะฉะนั้นแล้ว ต่อให้ธุรกิจดี ธุรกิจไม่ดี ก็ขอให้มีเงินสดติดมือไว้” ดร.ก้องเกียรติ ทิ้งท้าย






