
ย้อนตำนานสถานทูตเนเธอร์แลนด์ สถาปัตยกรรมโคโลเนียล100ปี สู่ทำเลทองใจกลางเมืองหมื่นล้าน
ย้อนตำนานสถานทูตเนเธอร์แลนด์ สถาปัตยกรรมโคโลเนียล100ปี จากนาข้าว สู่ ทำเลทองใจกลางเมือง หมื่นล้านบนถนนวิทยุ
KEY
POINTS
- สถานทูตเนเธอร์แลนด์ประกาศขายที่ดินฟรีโฮลด์ผืนใหญ่ 20 ไร่บนถนนวิทยุ ซึ่งเป็นทำเลทองใจกลางเมือง คาดว่ามีมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท และเตรียมเปิดประมูลเร็วๆ นี้
- ที่ดินผืนนี้มีประวัติยาวนานกว่า 100 ปี เดิมเป็นคฤหาสน์สไตล์โคโลเนียลที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ
- ที่ดินและอาคารมีการเปลี่ยนมือหลายครั้ง ผ่านการครอบครองโดยเจ้านายและบุคคลสำคัญ ก่อนที่พระองค์เจ้าบวรเดชจะขายให้กับรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ในปี พ.ศ. 2492 เพื่อใช้เป็นสถานทูต
การประกาศขายที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ บนถนนวิทยุ เพื่อย้ายไปอยู่ ภายในโครงการดุสิตเซ็นทรัลพาร์ค กลายเป็นกระแสร้อนทอล์กออฟเดอะทาวน์ เนื่องจากเป็นที่แปลงใหญ่20ไร่ กลางใจเมืองย่านศูนย์กลางธุรกิจและเป็นที่ดินฟรีโฮลด์ บนถนนวิทยุราคาซื้อขายตลาดอยู่ที่ประมาณ3ล้านบาทต่อตารางวาขึ้นไป ขณะราคาประเมินของทางราชการอยู่ที่6แสนบาทต่อตารางวา
นาย ภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย (Colliers Thailand) เปิดเผยว่า ราคาที่ดินบนถนนวิทยุบางแปลงตารางวาละ4ล้านบาทที่น่าจับตาสถานทูตเนเธอร์แลนด์ประกาศขาย ประเมินว่ามูลค่าของแปลงที่ดินน่าจะอยู่ที่ 2.8-3.5ล้านบาทต่อตารางวา มูลค่ากว่า2หมื่นล้านบาท และCBREเตรียมนำออกประมูลในเร็วๆนี้ เชื่อว่าจะมีนักลงทุนรายใหญ่ของไทยสนใจ และเนื่องจากเป็นที่ดินแปลงใหญ่หากจะพัฒนาจะเป็นโครงการมิกซ์ยูสไม่ต่างไปจากโครงการวันแบงค็อก ที่อาจใช้การร่วมลงทุนกับต่างชาติก็เป็นได้
สำหรับจุดเริ่มต้นของที่ดินผืนนี้ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1911 สมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยในขณะนั้นพื้นที่ยังเป็นนาข้าวในเขตรอบนอกของเมือง อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของกรุงเทพฯ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ได้เร่งให้มูลค่าที่ดินเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ชาวนาทยอยขายที่ดินและเคลื่อนย้ายออกนอกเมือง เปิดทางให้กลุ่มชนชั้นนำและนักลงทุนเข้ามาถือครอง
หนึ่งในผู้เข้ามาลงทุนคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ ซึ่งทรงซื้อที่ดินรวมกว่า 23 ไร่ และพัฒนาเป็นคฤหาสน์สไตล์โคโลเนียล 2 ชั้น พร้อมหอคอยสูง 3 ชั้น ออกแบบอย่างวิจิตรด้วยหลังคาซ้อนชั้นและงานไม้แกะสลัก สะท้อนอิทธิพลสถาปัตยกรรมตะวันตกที่กำลังแพร่หลายในสยามยุคนั้น
ข้อมูลจากวงการสถาปัตยกรรมระบุว่า อาคารแห่งนี้เคยเป็นที่พักของ อัลฟองส์ ปัวส์ แพทย์ประจำพระองค์ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก่อนจะมีการเปลี่ยนมือในปี ค.ศ. 1914 ไปสู่พระยาราชสาส์นโสภณ และถูกขายต่อให้กรมพระคลังข้างที่ในปีถัดมา ทำให้กรรมสิทธิ์ตกอยู่ภายใต้พระมหากษัตริย์ โดยมีหน่วยงานดังกล่าวเป็นผู้บริหารจัดการ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานที่ดินและอาคารให้แก่ พระองค์เจ้าบวรเดช บุคคลสำคัญทั้งในสายการทูตและการทหาร ก่อนที่บทบาททางการเมืองจะนำไปสู่การลี้ภัยภายหลังเหตุการณ์ความไม่สงบ
ในปี ค.ศ. 1932 พระองค์เจ้าบวรเดชทรงขายที่ดินบางส่วนจำนวน 2 ไร่ คืนให้กรมพระคลังข้างที่ เพื่อระดมทุนปรับปรุงคฤหาสน์ นับเป็นการรีโนเวตครั้งสำคัญเพียงครั้งเดียว ก่อนที่ทรัพย์สินจะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านอีกระลอก
ช่วงปี ค.ศ. 1936–1939 ภายหลังการลี้ภัย อาคารถูกปล่อยเช่าให้สมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษใช้เป็นสำนักงานและคลับเฮาส์ ก่อนที่ในช่วง สงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพญี่ปุ่นจะเข้ามาใช้พื้นที่เป็นสำนักงานชั่วคราว
หลังสงคราม ในปี ค.ศ. 1946 ทรัพย์สินแห่งนี้ถูกปรับบทบาทอีกครั้ง โดยให้คณะบาทหลวง Salesian เช่าใช้เป็นสำนักงานและโบสถ์ ขณะที่อาคารประกอบซึ่งสร้างขึ้นในยุคสงคราม ถูกต่อยอดเป็นศูนย์ฝึกอาชีพสำหรับเด็กด้อยโอกาส และพัฒนาเป็นสถาบันอาชีวศึกษาในเวลาต่อมา
ภายหลังการนิรโทษกรรมทางการเมืองในปี ค.ศ. 1948 พระองค์เจ้าบวรเดชเสด็จกลับประเทศไทย และในปี ค.ศ. 1949 ได้ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้กับรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ในมูลค่า 1.85 ล้านบาท ถือเป็นดีลสำคัญที่เปลี่ยนบทบาทของที่ดินจากทรัพย์สินส่วนบุคคล สู่การใช้งานในเชิงการทูต
ในระยะถัดมา รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้ทยอยจำหน่ายที่ดินบางส่วนบริเวณติดถนนวิทยุ ซึ่งถูกพัฒนาเป็นอาคารสำนักงาน สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของพื้นที่จาก “นาข้าว” สู่ “ทำเลทอง” ใจกลางเมือง และกลายเป็นหนึ่งในโซนเศรษฐกิจสำคัญของกรุงเทพฯ ในปัจจุบันที่กำลังเปลี่ยนมือ






