thansettakij
thansettakij
‘พราวพุธ’ ดัน Migration Economy พลิกท่องเที่ยวไทยโตด้วยมูลค่า

‘พราวพุธ’ ดัน Migration Economy พลิกท่องเที่ยวไทยโตด้วยมูลค่า

24 ก.พ. 69 | 12:00 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ก.พ. 69 | 12:20 น.

“พราวพุธ ลิปตพัลลภ” เสนอปรับมุมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย สู่การสร้างมูลค่าและเสถียรภาพ ผ่านแนวคิด Migration Economy และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

KEY

POINTS

  • นางสาวพราวพุธเสนอแนวคิด “Migration Economy” เพื่อปรับเปลี่ยนการท่องเที่ยวไทยจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่า โดยมุ่งเน้นกลุ่มนักพำนักระยะยาว (Long Stay) ที่มีกำลังซื้อสูง
  • กลุ่มนักพำนักระยะยาวใช้จ่ายสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 3 เท่า ช่วยลดความผันผวนของฤดูกาลท่องเที่ยว และยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์และเฮลท์แคร์
  • แนะให้ต่อยอดการท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดการลงทุนระยะยาว และพัฒนา Soft Power เช่น มวยไทย ให้เป็นทรัพย์สินทางปัญญา (IP) พร้อมสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) รองรับเพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืน

นางสาวพราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหารกลุ่มบริษัทพราว และบริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) ได้พูดถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในวันที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนรอบด้าน พร้อมเสนอให้ปรับบทบาทใหม่ของการท่องเที่ยวในฐานะเครื่องยนต์เศรษฐกิจเชิงโครงสร้างบนเวทีสัมมนา Posttoday Thailand Economic Drives 2026 หัวข้อ Tourism Powering Thailand's Economy and Future ที่โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ

โดยระบุว่า ไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวสูง แต่คำถามสำคัญคือประเทศ “ใช้ประโยชน์ได้เต็มศักยภาพแล้วหรือยัง” ในปี 2562 ไทยมีนักท่องเที่ยวเกือบ 40 ล้านคน ขณะที่ปีล่าสุดอยู่ที่ราว 32.9 ล้านคน ขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายต่อหัว (Spending per head) จากประมาณ 47,000 บาทในปี 2562 ลดเหลือราว 46,000 บาทในปีที่ผ่านมา และหากหักเงินเฟ้อแล้วถือว่าหดตัวเกือบ 12-13%

“แทนที่เราจะโฟกัสแค่จำนวนคน เราควร Optimize ว่าการท่องเที่ยวจะสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจได้อย่างไร” นางสาวพราวพุธกล่าว

ภูมิรัฐศาสตร์-ความผันผวน ตัวแปรที่คุมไม่ได้

นางสาวพราวพุธได้ยอมรับว่า อุตสาหกรรมนี้เปราะบางต่อปัจจัยภายนอก ตั้งแต่เหตุลักพาตัวนักท่องเที่ยวจีนช่วงต้นปีที่กระทบจำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงกว่า 30% ไปจนถึงวิกฤตตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม วิกฤตรัสเซีย-ยูเครนกลับทำให้นักท่องเที่ยวรัสเซียเข้าไทยเพิ่มขึ้นราว 1.7 ล้านคน สะท้อนความผันผวนที่สูงขึ้นทั้งด้านดีและลบ

ทั้งนี้ ได้เสนอคำตอบในการขยับกรอบคิดสู่ “Migration Economy” ซึ่งมองนักพำนักระยะยาว 3-5 เดือน เสมือนกึ่งผู้อยู่อาศัย (Resident) แทนการวัดผลเพียง Length of Stay ระยะสั้น เพราะกลุ่ม Long Stay ใช้จ่ายสูงกว่ากรุ๊ปทัวร์ถึง 3 เท่า และช่วยลดแรงเหวี่ยงช่วง High Season อีกทั้งยังหนุนดีมานด์ตลาดอสังหาริมทรัพย์และเฮลท์แคร์

ท่องเที่ยวคือ First Experience ของนักลงทุน

นางสาวพราวพุธยังชี้ว่า นักลงทุนนานาชาติจำนวนไม่น้อยเริ่มต้นความสัมพันธ์กับไทยผ่านการท่องเที่ยว ซึ่งอาจต่อยอดสู่การลงทุนระยะยาว แต่ไทยยังขาดโรดแมปชัดเจนในการเปลี่ยนนักท่องเที่ยวให้กลายเป็นเม็ดเงินลงทุน หากหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวจับมือหน่วยส่งเสริมการลงทุนอย่างเป็นระบบ จะเพิ่มโอกาสดึงเงินทุนได้มากขึ้น

ในประเด็นที่ประชากรผู้สูงวัยมองว่าไม่ใช่ภาระ แต่คือโอกาส ภายในปี 2030 ประชากรโลก 1 ใน 6 จะอายุเกิน 60 ปี การมีช่วงเกษียณยาวขึ้นเปิดพื้นที่ให้ไทยใช้จุดแข็งด้านการแพทย์ บริการ และต้นทุนที่แข่งขันได้ พัฒนาแพ็กเกจสุขภาพ–เวลเนสระยะยาว

Soft Power ต้องแปลงเป็น IP และ Ecosystem

ประเด็น Soft Power ถูกยกระดับจากเครื่องมือการตลาด สู่การสร้างทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และระบบนิเวศเศรษฐกิจรอบด้าน เธอยกตัวอย่างมวยไทย หากพัฒนาเมืองรองเป็น “Thai Boxing Capital” พร้อมอะคาเดมี เวลเนส และ Athlete Visa จะสร้างรายได้มากกว่าการขายแพ็กเกจฝึกสั้นๆ

“IP คือการดึงความสนใจของโลกเข้ามาในไทย แต่รายได้จริงจะเกิดเมื่อมี Infrastructure และ Ecosystem รองรับ” นางสาวพราวพุธกล่าว

พร้อมยกกรณีแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และสวนน้ำวานานาวาที่หัวหิน ซึ่งช่วยยืดระยะพำนักเฉลี่ยสูงกว่าหลายจุดหมายหลัก และได้เน้นย้ำว่า การเติบโตจะเกิดไม่ได้หากโครงสร้างพื้นฐานไม่พร้อม ปัจจุบันสนามบินหลายแห่งใกล้เต็มศักยภาพ เมืองรองจะเติบโตได้ต้องมีเครือข่ายคมนาคมที่เชื่อถือได้ทั้งทางอากาศ ทางราง และทางเรือ

ตอบคำถามเรื่องการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม พราวพุธมองว่า ไทยยังได้เปรียบด้านวัฒนธรรม การบริการ และ Ecosystem ที่สั่งสมยาวนาน แม้คู่แข่งจะมีต้นทุนต่ำกว่าและรัฐผลักดัน Direct Flight เชิงรุก

“Core value เรื่องการท่องเที่ยวของไทยยังอยู่ และยากที่จะถูกท้าทาย” นางสาวพราวพุธกล่าวสรุป

พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า หากออกแบบยุทธศาสตร์อย่างถูกทิศ การท่องเที่ยวจะไม่ใช่เพียงภาคบริการ แต่จะเป็นแพลตฟอร์มเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยมูลค่าและทุนในศตวรรษใหม่