

KEY
POINTS
ตลาดอสังหาริมทรัพย์จังหวัดภูเก็ตยังคงเป็นหนึ่งในทำเลที่ได้รับความสนใจสูงสุดของประเทศสวนทางจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวมของประเทศ จากแรงขับเคลื่อนด้านการท่องเที่ยว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และกระแสเงินทุนจากต่างชาติ ส่งผลให้ผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่จากกรุงเทพฯ เร่งขยายพอร์ตเข้าสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่การแข่งขันในตลาดเริ่มชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียมและบ้านพักตากอากาศ
แผนกวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย รายงานว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2564-2568) ภูเก็ตมีการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่กว่า 45,000 ยูนิต มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 4.69 แสนล้านบาท โดยปี 2567 เป็นปีที่มีอุปทานเปิดขายใหม่สูงสุด
ณ สิ้นปี 2568 ภูเก็ตมีโครงการเปิดขายใหม่มากกว่า 72 โครงการ รวมกว่า 10,000 ยูนิต หลายโครงการสามารถปิดการขายได้มากกว่า 50-70% ภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือน สะท้อนดีมานด์จากทั้งผู้ซื้อไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะในทำเลบางเทา เชิงทะเล ราไวย์ และใจกลางเมืองภูเก็ต
อย่างไรก็ตาม คอลลิเออร์สเตือนว่า การเพิ่มขึ้นของอุปทานอย่างรวดเร็วอาจนำไปสู่การแข่งขันด้านราคาในบางเซกเมนต์ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมระดับกลางถึงบน ผู้พัฒนาจึงต้องให้ความสำคัญกับการวางตำแหน่งสินค้าและกลยุทธ์ราคาอย่างรอบคอบ
นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภูเก็ตถือเป็นฐานยุทธศาสตร์สำคัญอันดับสองของบริษัท รองจากกรุงเทพมหานคร โดยแสนสิริพัฒนาโครงการในพื้นที่มากว่า 16 ปี ทำให้เข้าใจโครงสร้างดีมานด์และพฤติกรรมผู้ซื้ออย่างลึกซึ้ง
โดยพบว่ามูลค่าโครงการสะสมในภูเก็ตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับไม่ถึง 1,000 ล้านบาทในปี 2554 ขยับขึ้นเป็นเกือบ 30,000 ล้านบาทในปี 2568 พร้อมจำนวนยูนิตสะสมกว่า 8,800 ยูนิต สะท้อนบทบาทของภูเก็ตในฐานะตลาดยุทธศาสตร์สำคัญรองจากกรุงเทพมหานคร
แสนสิริมองว่าตลาดภูเก็ตเปรียบเสมือน “การส่งออกอสังหาริมทรัพย์” ที่สามารถดึงเม็ดเงินจากต่างชาติเข้าสู่ประเทศได้โดยตรงจากการท่องเที่ยวและการอยู่อาศัยระยะยาว แม้ต้องเผชิญการแข่งขันจากทั้งผู้พัฒนาระดับประเทศและผู้ประกอบการท้องถิ่นรายใหญ่ แต่บริษัทยังสามารถเจาะตลาดได้หลากหลาย ตั้งแต่คอนโดมิเนียมราคา 3-4 ล้านบาทสำหรับกลุ่มคนทำงาน ไปจนถึงบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียมราคา 8-20 ล้านบาท
ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนลูกค้าต่างชาติในภูเก็ตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะโซนลากูน่าและเชิงทะเล ส่งผลให้คอนโดมิเนียมระดับราคา 5 ล้านบาทขึ้นไปได้รับความสนใจต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือในพื้นที่ทำให้แสนสิรินำระบบก่อสร้างแบบ Precast จากกรุงเทพฯ มาใช้ เพื่อควบคุมคุณภาพ แม้ต้นทุนโลจิสติกส์จะสูงขึ้นก็ตาม
สำหรับผลประกอบการในปีที่ผ่านมา แสนสิริสร้างยอดขายในภูเก็ตประมาณ 5,600 ล้านบาท และมียอดโอนราว 5,000 ล้านบาท สะท้อนความแข็งแกร่งของดีมานด์และการบริหารสต็อกที่มีประสิทธิภาพ
จึงทำให้แสนสิริยังคงเดินหน้าตอกย้ำฐานธุรกิจในจังหวัดภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง โดยยึดตามยุทธศาสตร์แผนลงทุน 5 ปี (2568-2572) ซึ่งจะเปิดตัวโครงการใหม่รวม 29 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 33,000 ล้านบาท
แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 16 โครงการ มูลค่า 12,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 13 โครงการ มูลค่า 21,000 ล้านบาท ครอบคลุมทำเลศักยภาพทั่วเกาะ ทั้งโซนเชิงทะเล ป่าคลอก ตัวเมือง และพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก สะท้อนกลยุทธ์ขยายพอร์ตให้สอดรับกับดีมานด์ที่อยู่อาศัยและการลงทุนในภูเก็ตที่ยังเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว
ด้านนายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ภูเก็ตยังคงเป็นทำเลยุทธศาสตร์สำคัญของแอสเซทไวส์ โดยเฉพาะตลาด Leisure Residence ที่ตอบโจทย์ทั้งการพักอาศัยและการลงทุน หลังจากปี 2568 บริษัทสามารถสร้างยอดขายในจังหวัดภูเก็ตได้ถึง 13,015 ล้านบาท เติบโต 69% จากปีก่อนหน้า จากการพัฒนาโครงการผ่าน บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นทั้งชาวไทยและต่างชาติ
อีกทั้งพบว่า ภูเก็ตเป็นตลาดที่มีพฤติกรรมผู้ซื้อแตกต่างจากกรุงเทพฯ อย่างชัดเจน โดยลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อด้วยเงินสดและทยอยชำระเป็นงวด ทำให้อัตราการกู้ไม่ผ่านต่ำ และช่วยลดต้นทุนทางการเงินของผู้พัฒนา
สำหรับลูกค้าต่างชาติ ยังมีความต้องการจากกลุ่มยุโรป รัสเซีย และประเทศแถบสลาฟที่แข็งแกร่ง จากการมองภูเก็ตเป็น Safe Haven และจุดหมายของบ้านหลังที่สองในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แอสเซทไวส์ และพบว่าจำนวนมากเลือกซื้อแบบ Leasehold มากกว่า Freehold เนื่องจากค่าธรรมเนียมต่ำกว่าและไม่ต้องแสดงเอกสารเส้นทางการเงินจากต่างประเทศ
ทั้งนี้ ในปี 2569 บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในภูเก็ตจำนวน 6 โครงการ มูลค่ารวม 10,100 ล้านบาท ครอบคลุมทำเลศักยภาพครอบคลุม 7 หาดสำคัญ เช่น สุรินทร์ กมลา ราไวย์ กะรน และพื้นที่ฝั่งทะเลอย่างเกาะแก้ว ตั้งแต่คอนโดมิเนียมเพื่อพักผ่อน พูลวิลล่าระดับ 18-80 ล้านบาท ไปจนถึงแผนพัฒนาโครงการโรงแรม โดยกลุ่มราคาหลักที่ขายดีที่สุดอยู่ที่ประมาณ 7-8 ล้านบาท และโควตาต่างชาติมักขายหมดอย่างรวดเร็ว
สอดคล้องกับการประเมินของ คอลลิเออร์ส ประเทศไทย ที่คาดว่าในปี 2569 อุปทานคอนโดมิเนียมใหม่ในภูเก็ตจะอยู่ที่ประมาณ 6,000-8,000 ยูนิต ลดลงเล็กน้อยจากช่วงพีกก่อนหน้า แต่ยังคงเป็นตลาดที่ผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติจากรัสเซีย ยุโรป และจีน ซึ่งยังมองภูเก็ตเป็นจุดหมายเพื่อการอยู่อาศัยและการลงทุนระยะยาว ส่งผลให้ทำเลดังกล่าวยังมีศักยภาพรองรับการเปิดโครงการใหม่ของผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ต่อเนื่อง