

KEY
POINTS
เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ ท่ามกลางช่วงเวลาที่การเมืองยังไม่ชัด การจัดตั้งรัฐบาลยังอยู่ระหว่างการจับตา อย่างไรก็ตามการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ยังคงเป็นนโยบายหลักที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจ็กต์ด้านคมนาคมและสาธารณูปโภค อาทิ รถไฟความเร็วสูง มอเตอร์เวย์ และอุโมงค์ทางน้ำ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจ
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า ในปี 2569 มูลค่าอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 1.41 ล้านล้านบาท ท่ามกลางแรงกดดันจากกรอบงบประมาณรายจ่ายภาครัฐและความไม่แน่นอนทางการเมือง คาดว่าการก่อสร้างภาครัฐจะขยายตัวเล็กน้อยราว 1% จากปีก่อน โดยเป็นผลจากความคืบหน้าของโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และการทยอยเปิดประมูลโครงการใหม่
ขณะที่ตลาดวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มพึ่งพางานโครงสร้างพื้นฐานและงานสาธารณะที่กำลังเดินหน้าเป็นหลัก มากกว่าการขยายตัวจากภาคเอกชน ซึ่งสะท้อนบทบาทของการลงทุนภาครัฐในฐานะแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมในช่วงเปลี่ยนผ่าน อุตสาหกรรมก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านศักยภาพการรับงาน การบริหารต้นทุน และความสามารถในการปรับตัว ผู้ประกอบการที่มีความพร้อมมากที่สุดเท่านั้น จะสามารถคว้าโอกาสและก้าวนำท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ท้าทายได้
บิ๊กรับเหมาเตรียมความพร้อม
ปี 2569 เป็นปีที่อุตสาหกรรมก่อสร้างต้องเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เพื่อรองรับจังหวะการลงทุนภาครัฐที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การมีเสถียรภาพทางการเมืองและความชัดเจนในการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง เพราะจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งภาคเอกชนและนักลงทุน ขณะเดียวกันยังเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการผลักดันโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็นงานถนน ทางหลวง หรือระบบราง
บริษัท ซีวิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) หรือ CIVIL ประเมินว่ามีความพร้อมรองรับการเติบโตในปี 2569 จากมูลค่างานในมือ (Backlog) ณ เดือนกันยายน2568 อยู่ที่ 12,800 ล้านบาท ครอบคลุมโครงการก่อสร้างหลากหลายประเภท พร้อมผลักดันโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานให้แล้วเสร็จสามารถส่งมอบงานได้ตามแผน ซึ่งจะช่วยสร้างความต่อเนื่องของรายได้ ขณะเดียวกันบริษัทเตรียมเข้าร่วมประมูลโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง ผ่านการปรับกลยุทธ์กระจายพอร์ตงานระหว่างโครงการขนาดเล็กที่รับรู้รายได้เร็ว และโครงการขนาดใหญ่ที่จะสามารถสร้างความต่อเนื่องของรายได้ระยะยาว
นอกจากนี้ บริษัทเดินหน้ายกระดับศักยภาพองค์กรและบริหารจัดการอย่างรัดกุม เพื่อควบคุมต้นทุนและรักษาอัตรากำไรให้อยู่ในระดับเหมาะสม พร้อมนำเทคโนโลยีและเครื่องจักรมาใช้ลดการพึ่งพาแรงงาน ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงด้านราคาวัสดุ รวมถึงมีแผนต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรในกลุ่มธุรกิจ Non-Construction เพื่อสร้างฐานผลประกอบการให้มีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะยาว
ตลาดคอนกรีตเห็นสัญญาณบวก
แม้อุตสาหกรรมก่อสร้างโดยรวมยังเผชิญการแข่งขันสูง แต่ตลาดคอนกรีตในหลายพื้นที่เริ่มเห็นสัญญาณบวก โดยเฉพาะในภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่หลักที่ บริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี จำกัด (มหาชน) หรือ CCP มีความชำนาญ และได้รับคำสั่งซื้อจากภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทมีงานในมือ (Backlog) ณ เดือนกันยายน 2568 ราว 1,800 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน การเดินหน้าเมกะโปรเจ็กต์ด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐยังเป็นแรงหนุนสำคัญต่อความต้องการวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปที่ช่วยลดระยะเวลาก่อสร้าง ขณะที่ความต้องการจากภูมิภาคอื่น เช่น ภูเก็ต ทยอยเพิ่มขึ้น สะท้อนการกระจายตัวของโครงการก่อสร้าง การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และการท่องเที่ยว ซึ่งช่วยเสริมโอกาสการเติบโตของ CCP ในระยะถัดไปอย่างมีนัยสำคัญ
เพื่อตอบรับโอกาสดังกล่าว บริษัทจึงเน้นเพิ่มผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปให้มีความหลากหลาย มีผลิตภัณฑ์ที่พร้อมใช้งานได้ทันที เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคุมต้นทุน และปรับวิธีการเสนอราคาให้ยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากราคาวัตถุดิบที่ยังผันผวน ทั้งปูนซีเมนต์ เหล็ก และพลังงาน ขณะเดียวกันยังเดินหน้าเจาะตลาดงานโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังชะลอตัว
ในระยะยาว CCP มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมการผลิตอย่างต่อเนื่อง ยกระดับมาตรฐานสินค้ารองรับ Green Construction ควบคู่ไปกับการขยายตลาดใหม่ทั้งในเชิงพและกลุ่มลูกค้า เพื่อสร้างความหลากหลาย ลดความเสี่ยง และวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืน แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและการแข่งขันที่รุนแรง แต่ด้วยแนวทางดังกล่าว บริษัทมีความมั่นใจว่าจะสามารถเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคง
ยางมะตอย แนวโน้มเติบโต
ความต้องการใช้ยางมะตอยในประเทศมีแนวโน้มเติบโตตามการเร่งลงทุนด้านถนนและโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย ยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TASCO วางกลยุทธ์มุ่งขยายตลาดไปยังกลุ่มที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางมะตอย เกรดพรีเมียมเพื่อตอบโจทย์คุณภาพงานถนนและมาตรฐานด้านความยั่งยืน
ขณะเดียวกัน บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนและความเสี่ยงด้านพลังงาน ผ่านการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน เช่น โครงการ Solar Roof การกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบเพื่อลดการพึ่งพาแหล่งเดียว และการปรับสัดส่วนการขายไปยังตลาดรีเทลมากขึ้นเพื่อรักษาอัตรากำไร พร้อมทั้งบริหารราคาขายให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงอย่างเหมาะสม ภายใต้สภาวะความผันผวนของราคาน้ำมันและการแข่งขันในตลาดโลก
ทั้งนี้ TASCO คาดว่าความต้องการใช้ยางมะตอยในประเทศจะได้รับแรงหนุนอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569 จากการเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ และการใช้ยางมะตอยในโครงการถนนที่เร่งตัวขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการรักษาระดับการเติบโตของบริษัทในปีนี้
แม้อุตสาหกรรมก่อสร้างไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนที่สำคัญ แต่ความสามารถในการบริหารต้นทุน การปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และการนำนวัตกรรมมาใช้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้บริษัทต่างๆ ไม่เพียงแค่ยืนหยัด แต่ยังสามารถคว้าโอกาสจากเมกะโปรเจ็กต์ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปได้อย่างมั่นคง