

KEY
POINTS
จากกรณีทุกพรรคการเมืองมุ่งหาเสียง แจกเงินประชานิยม เพื่อกระชากคะแนนเสียง ทั้ง51 พรรคการเมือง รวม วงเงิน25 ล้านล้านบาท ก่อนลงคะแนนเสียงเลือกตั้งวันที่8 กุมภาพันธ์2569
นายศานิต อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน)หรือPF ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทย วิเคราะห์ว่า
นักการเมืองควรก้าวข้ามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ไม่เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะการแจกเงินในรูปแบบต่างๆ ไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว นโยบายแจกเงิน “ยาชั่วคราว” ที่ไม่ใช่ทางแก้เศรษฐกิจยั่งยืน สะท้อนจากนโยบายประชานิยม ตลอด 9 ปี ที่นายศานิต รวบรวมได้
โดยงบประมาณ ที่เกี่ยวข้องกับการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนเฉพาะโครงการหลักมีวงเงินรวมกันไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาท (ไม่รวมงบประมาณรายจ่ายประจำปีปกติ )เฉพาะการแจกเงินผ่านโครงการต่างๆรวมกว่า1ล้านล้านบาท ไล่เรียงจากรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา คนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน ชิมช้อปใช้ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) เราชนะ เราไม่ทิ้งกัน รวม 8.5แสนล้านบาท
ขณะรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน พรรคเพื่อไทย ยังไม่ทันแจกเงิน ดิจิทัลวอลเลต 10,000บาท ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงเสียก่อน และส่งไม้ต่อมาที่รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งเป็นพรรคเดียวกัน คือพรรคเพื่อไทย โดยเริ่มแจกเงิน10,000 บาทให้กับกลุ่มเปราะบาง (เฟสแรก) รวมผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และคนพิการ ประมาณ 14.5 ล้านคนงบประมาณ145,552.40 ล้านบาท ล่าสุด มาถึงรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล แจกเงินคนละครึ่งพลัส 4.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งทำได้ในช่วงสั้นๆและต่อมาได้ยุบสภาไปเสียก่อน
“สิ่งที่ทุกรัฐบาลทำมา คือการแจกเงินโดยเสียงบประมาณไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจ อย่างที่พูดกัน สะท้อนจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำลงกว่าที่ควรจะเป็นโดยเฉพาะปี 2569 เหลือ เพียง 1 กว่า% ”
นายศานิต มองว่า การแจกเงิน (ประชานิยม) ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้จริง การแจกเงิน 10,000 บาท อาจช่วยกระตุ้นได้เพียงช่วงสั้นๆ เหมือนพายุหมุนที่พัดมาแล้วก็ไป แต่ไม่ช่วยแก้ปัญหาระยะยาวโดยมองว่า หัวใจสำคัญของการฟื้นฟูเศรษฐกิจคือการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบผ่านสถาบันการเงิน
โดยเสนอให้ภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)หรือแบงก์ชาติร่วมมือกันจูงใจให้ธนาคารปล่อยกู้แก่ผู้ประกอบการและบริษัทต่างๆ เพื่อให้มีเม็ดเงินไปขยายธุรกิจและขับเคลื่อนการจ้างงาน ปัจจุบันธนาคารมักเลือกที่จะป้องกันตัวเองด้วยการตัดวงเงินหรือปฏิเสธการปล่อยกู้ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัว
ทั้งนี้แนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจควรเน้นการกระตุ้นภาคธุรกิจ ฟื้นเศรษฐกิจที่แท้จริงทุกธนาคารปล่อยเงินกู้อัดฉีดเข้าระบบ 1,000,000 ล้านบาท (1ล้านล้านบาท) เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัว มีเม็ดเงินเข้ามาในระบบธุรกิจ ทำให้ธุรกิจฟื้นตัว ซึ่งรัฐจะเก็บภาษีได้มากขึ้น เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ผลผลิตขยายตัว ทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจ Globalize ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการจัดเก็บภาษี รัฐควรตั้งหน่วยงาน เพื่อเก็บภาษีออนไลน์ สร้างรายได้
เมื่อเปรียบเทียบวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 กับ ปัจจุบัน มีความ
“สิ่งที่ทุกรัฐบาลทำมา คือการแจกเงินโดยเสียงบประมาณไปโดยเปล่าประโยชน์ ไม่เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจ อย่างที่พูดกัน สะท้อนจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำลงกว่าที่ควรจะเป็นโดยเฉพาะปี 2569 เหลือ เพียง 1 กว่า% ”
นายศานิต มองว่า การแจกเงิน (ประชานิยม) ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้จริง การแจกเงิน 10,000 บาท อาจช่วยกระตุ้นได้เพียงช่วงสั้นๆ เหมือนพายุหมุนที่พัดมาแล้วก็ไป แต่ไม่ช่วยแก้ปัญหาระยะยาวโดยมองว่า หัวใจสำคัญของการฟื้นฟูเศรษฐกิจคือการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบผ่านสถาบันการเงิน
โดยเสนอให้ภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)หรือแบงก์ชาติร่วมมือกันจูงใจให้ธนาคารปล่อยกู้แก่ผู้ประกอบการและบริษัทต่างๆ เพื่อให้มีเม็ดเงินไปขยายธุรกิจและขับเคลื่อนการจ้างงาน ปัจจุบันธนาคารมักเลือกที่จะป้องกันตัวเองด้วยการตัดวงเงินหรือปฏิเสธการปล่อยกู้ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัว
ทั้งนี้แนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจควรเน้นการกระตุ้นภาคธุรกิจ ฟื้นเศรษฐกิจที่แท้จริงทุกธนาคารปล่อยเงินกู้อัดฉีดเข้าระบบ 1,000,000 ล้านบาท (1ล้านล้านบาท) เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัว มีเม็ดเงินเข้ามาในระบบธุรกิจ ทำให้ธุรกิจฟื้นตัว ซึ่งรัฐจะเก็บภาษีได้มากขึ้น เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ผลผลิตขยายตัว ทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจ Globalize ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการจัดเก็บภาษี รัฐควรตั้งหน่วยงาน เพื่อเก็บภาษีออนไลน์ สร้างรายได้
เมื่อเปรียบเทียบวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 กับ ปัจจุบัน มีความแตกต่างที่น่ากังวลคือปี 2540 เป็นปัญหาของรายใหญ่ที่กระทบจากค่าเงินบาท การปรับโครงสร้างหนี้จึงทำได้ตรงจุด แต่ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบัน เป็นปัญหา “หนี้ครัวเรือน” และรายย่อยที่ตายเกลี้ยง กำลังซื้อฐานรากหายไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทำได้ยากกว่าเดิมเพราะกระจายตัวเป็นวงกว้าง
แตกต่างที่น่ากังวลคือปี 2540 เป็นปัญหาของรายใหญ่ที่กระทบจากค่าเงินบาท การปรับโครงสร้างหนี้จึงทำได้ตรงจุด แต่ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบัน เป็นปัญหา “หนี้ครัวเรือน” และรายย่อยที่ตายเกลี้ยง กำลังซื้อฐานรากหายไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทำได้ยากกว่าเดิมเพราะกระจายตัวเป็นวงกว้าง