

KEY
POINTS
บรรยากาศการเลือกตั้ง 2569 เข้าสู่โค้งสุดท้ายอย่างเข้มข้น เมื่อ 2พรรคการเมืองสำคัญอย่าง พรรคเพื่อไทย (สีแดง) และ พรรคประชาชน (สีส้ม) เร่งเดินเกมนโยบายเต็มกำลัง หวัง “โกยคะแนนเสียง” จากประชาชนในช่วงเวลาชี้ขาด โดยต่างฝ่ายต่างงัด “นโยบายเด็ด” ออกมาชนกันอย่างตรงไปตรงมา ทั้งในมิติ เศรษฐกิจ โครงสร้างรัฐ และ การกระจายอำนาจ
เวทีหาเสียงช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 ยาวไปถึงก่อนหย่อนบัตรเลือกตั้งวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ จึงไม่ใช่เพียงการปราศรัยปลุกกระแส หากแต่เป็นการ แข่งขันกันอธิบายอนาคตประเทศ ว่าจะเดินไปทางไหน ใครมีคำตอบเรื่อง “รายได้รัฐ-รายได้ประชาชน” และใครสามารถแก้โจทย์โครงสร้างที่ฝังรากลึกมานานได้จริง
“แดง”เปิดเกมเศรษฐีเงินล้าน
เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 พรรคเพื่อไทยจัดเวทีปราศรัยใหญ่ ณ ลานพาร์ค พารากอน เปิดตัวแคมเปญเศรษฐกิจใหม่ภายใต้ชื่อ “รวยทุกวัน เงินล้าน” โดยมี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ประกาศนโยบายหลัก
สาระสำคัญของนโยบาย คือ การสุ่มแจกเงินรางวัลวันละ 9 ล้านบาท หรือ คนละ 1 ล้านบาท จำนวน 9 คนต่อวัน โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ เพื่อสร้าง “แรงจูงใจเชิงบวก” ให้ประชาชนสมัครใจเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลดิจิทัลและระบบภาษีของรัฐ
นายจุลพันธ์ ย้ำว่า นโยบายนี้ ไม่ใช่การแจกเงินแบบให้เปล่า แต่เป็นการลงทุนเชิงโครงสร้าง เพื่อสร้าง Big Data ระดับประเทศ ซึ่งจะเป็นรากฐานของรัฐบาลดิจิทัล การจัดสวัสดิการที่แม่นยำ และการเพิ่มรายได้รัฐในระยะยาว
5 กลุ่มเป้าหมายลุ้นเงินล้าน
พรรคเพื่อไทยออกแบบกลไกการสุ่มผู้ได้รับเงินวันละ 9 คน แบ่งเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่
1.เกษตรกร – กระตุ้นเกษตรกรกว่า 1.7 ล้านครัวเรือนที่ยังอยู่นอกระบบ
2.อาสาสมัครสาธารณประโยชน์ – อสม., อสส., อาสากู้ภัย, ทหารผ่านศึก, ชรบ.
3.ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป – รองรับสังคมสูงวัย
4.ผู้ยื่นแบบภาษี – เสริมแรงจูงใจแรงงานในระบบ
5.ผู้จับจ่ายใช้สอย – สุ่มจากใบเสร็จดิจิทัล (E-Receipt) เพื่อดึงการใช้จ่ายเข้าสู่ระบบภาษี
เพิ่มภาษีรัฐปีละ 2 แสนล้าน
แกนกลางของนโยบาย คือ การนำ “เศรษฐกิจนอกระบบ” ซึ่งประเมินว่า มีมูลค่ามากกว่า 9 ล้านล้านบาท กลับเข้าสู่ระบบภาษี หากทำได้สำเร็จ จะเพิ่มรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไม่น้อยกว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี ขณะที่ต้นทุนโครงการอยู่ราว 3,000 กว่าล้านบาท
นายจุลพันธ์ ย้ำว่า นี่คือ “การหาเงินให้รัฐ ไม่ใช่การใช้เงิน” และเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายของการเปลี่ยนประเทศไทยสู่ ประเทศรายได้สูง
“พรหมินทร์-ยศชนัน”ป้องนโยบาย
ด้าน นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ชี้แจงว่า นโยบายนี้ไม่ใช่ “หวยใบเสร็จ” แต่เป็นการลงทุนระบบข้อมูลระดับประเทศ พร้อมย้ำว่า พรรคเพื่อไทยพูดเรื่อง “จะหาเงินอย่างไร” มากกว่า “จะใช้เงินเท่าไหร่”
ขณะที่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีกคนของพรรค ยืนยันว่า ได้ศึกษาวิจัยอย่างรอบคอบ ตั้งเป้าดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบอย่างน้อย 10% และขอความเป็นธรรม หลังมีการยื่นร้องตรวจสอบนโยบาย
การลงพื้นที่ปราศรัยที่จังหวัดสระบุรี นายยศชนัน ชูนโยบาย “เรียนได้เงิน จบได้งาน” แจกคูปองพัฒนาทักษะ 10,000 บาท พร้อมพักหนี้เกษตรกร 3 ปี และย้ำว่า “เศรษฐีเงินล้าน” ไม่ใช่การแจกเงิน แต่คือการสร้างแรงจูงใจเชิงระบบ
“ส้ม”ดันเลือกผู้ว่าฯทุกจังหวัด
อีกด้านหนึ่ง พรรคประชาชน เลือกเปิดเกมด้วยนโยบายเชิงโครงสร้างท้องถิ่น โดย เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพบผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกาศ 5 เป้าหมายการกระจายอำนาจ เพื่อรื้อระบบรัฐรวมศูนย์ โดย 5 เป้าหมายหลัก ประกอบด้วย
1.เลือกตั้งผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด – จังหวัดจัดการตัวเอง
2.เพิ่มงบท้องถิ่น 2 แสนล้านบาท/ปี ภายในปี 2572
3.ปลดล็อกภารกิจท้องถิ่น ทำได้ทุกเรื่องยกเว้นที่กฎหมายห้าม
4.เพิ่มสิทธิประชาชนในการเลือกตั้งท้องถิ่น ล่วงหน้า–นอกเขต
5.พัฒนาบุคลากรรัฐ ให้คล่องตัว โอนย้ายข้ามหน่วยงานได้
พรรคประชาชนมองว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือกลไกหลักในการพัฒนาประเทศ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-คุณภาพชีวิต ต้องเริ่มจากพื้นที่ ไม่ใช่คำสั่งจากส่วนกลาง
โค้งสุดท้ายเดิมพันอนาคต
หากมองเชิงเปรียบเทียบ
พรรคเพื่อไทย เลือกใช้ นโยบายเศรษฐกิจเชิงแรงจูงใจ ดึงคนเข้าสู่ระบบ หวังขยายฐานภาษีและรายได้รัฐ
พรรคประชาชน เน้น การรื้อโครงสร้างอำนาจรัฐ คืนอำนาจและงบประมาณให้ท้องถิ่น
ทั้งสองแนวทางต่างตอบโจทย์คนละมิติ และกำลังแข่งขันกันช่วงชิง “ความเชื่อมั่น” ของประชาชนว่า ใครมีคำตอบที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาว
โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการแข่งกันแจกนโยบาย แต่คือ การชี้ชะตาว่าประเทศไทยจะเดินหน้า ด้วยการดึงคนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจส่วนกลาง หรือ การปลดล็อกอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการตัวเอง
คำตอบสุดท้ายไม่ได้อยู่ที่เวทีปราศรัย แต่อยู่ในคูหาเลือกตั้งของประชาชน...
+++++++
เปิดนโยบายเรือธง“ประชาธิปัตย์”
ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ วันที่ 27 มกราคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายกรณ์ จาติกวณิช และ นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ ร่วมกันแถลงถึงนโยบายแก้ปัญหาค่าครองชีพอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านตั๋วร่วม 5-30 บาท ลดภาระคนเดินทาง
นายกรณ์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มีเป้าหมายลดค่าใช้จ่ายการเดินทางด้วยระบบตั๋วร่วม คือ รถไฟฟ้า และ รถเมล์ เริ่มต้นเพียง 5 บาท และสูงสุดไม่เกิน 30 บาท โดยอ้างอิงจากฐานรายได้ของประชาชน
“นโยบายนี้จะใช้งบประมาณอุดหนุนปีละ 9,000 ล้านบาท ซึ่งมีที่มาของรายได้ชัดเจน จากการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ของรถไฟฟ้าสายสีเขียว ที่จะกลับคืนสู่รัฐในปี 2572”
ทั้งนี้ในการแถลงนโยบายดังกล่าว นายอภิสิทธิ์ และคณะได้สาธิตการใช้งาน แอพลิเคชั่นของพรรค ซึ่งเดินทางจากสถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไปยังสถานีศาลาแดง ซึ่งตามโปรแกรมคำนวณพบว่า จากราคาปกติ 35 บาท หากนโยบายของพรรคประกาศใช้ ประชาชนจะจ่ายเพียง 15 บาทเท่านั้น
สำหรับ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ส่งนโยบายที่ใช้วงเงินงบประมาณ เพื่อใช้หาเสียงในการเลือกตั้งปี 2569 จำนวน 91 นโยบาย ใช้วงเงินงบประมาณ 2,124,200 ล้านบาท
นโยบายที่น่าสนใจ เช่น ประกันรายได้ผลิตผลทางการเกษตร 3.6 แสนล้านบาท ประกันรายได้ผู้ใช้แรงงาน 1.2 แสนล้านบาท ยกระดับชลประทาน 25,000 ล้านบาท เส้นทางเพิ่มโอกาสท่องเที่ยวจากโครงการคมนาคม 25,000 ล้านบาท
แม่น้ำสายใหม่ คลองชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท คมนาคมเชื่อมโลก 5 หมื่นล้านบาท รถไฟฟ้า+รถเมล์ ค่าโดยสารสูงสุด 30 บาทต่อเที่ยว ด้วยระบบคิดค่าโดยสารแบบโซนนิ่ง และตั๋วร่วมวงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เป็นต้น
รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4170