เปิด 4 เมกะเทรนด์ Property Management 69 เปลี่ยนโฟกัสสู่คุณภาพการอยู่อาศัย

25 ม.ค. 2569 | 08:44 น.
อัปเดตล่าสุด :25 ม.ค. 2569 | 09:16 น.

ธุรกิจ Property Management ถูกจับตาในฐานะ “ตัวแปร” ของคุณภาพการอยู่อาศัย ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความปลอดภัย สุขภาพ ความยั่งยืน และบริการที่ตอบโจทย์ชีวิตระยะยาวมากกว่าราคา

KEY

POINTS

  • ทิศทางธุรกิจ Property Management ปี 2569 จะเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การสร้าง "คุณภาพการอยู่อาศัย" ที่ดีให้แก่ผู้บริโภค
  • 4 เมกะเทรนด์สำคัญที่ขับเคลื่อนตลาด ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ (AI/IoT), การส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและสังคม (ESG), การรองรับสังคมผู้สูงวัย และการยกระดับบริการสู่ระดับพรีเมียม
  • การแข่งขันในตลาดจะไม่ได้วัดกันที่ตัวโครงการ แต่จะเน้นที่คุณภาพของการบริหารจัดการหลังการขายเป็นสำคัญ

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ดี ความต้องการที่อยู่อาศัยยังไม่ได้หายไป หากแต่เปลี่ยนรูปแบบจากการตัดสินใจด้วยราคา มาเป็นการพิจารณาคุณภาพการอยู่อาศัยในระยะยาวมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดเช่าและกลุ่มผู้ที่มองการซื้อเพื่อเป็นเจ้าของในอนาคต

ในมุมของธุรกิจ Property Management ผู้ให้บริการเริ่มมีบทบาทมากกว่าการดูแลอาคาร แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง “คุณภาพชีวิต” ให้กับผู้อยู่อาศัย ทั้งด้านความปลอดภัย สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต

สุวรรณี มหณรงค์ชัย

นางสาวสุวรรณี มหณรงค์ชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ระบุว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองที่อยู่อาศัยเป็นเพียงทรัพย์สิน แต่เป็นพื้นที่ที่ต้องตอบโจทย์การใช้ชีวิตในทุกมิติ ทำให้การบริหารจัดการโครงการต้องพัฒนาให้สอดรับกับบริบทดังกล่าว โดยเฉพาะในปี 2569 ที่การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่ตัวโครงการ แต่ขยับมาที่คุณภาพการบริหารหลังการขายอย่างชัดเจน

จากการประเมินทิศทางตลาด พบว่าปัจจัยหลักที่กำหนดความแข็งแกร่งของแบรนด์ Property Management ในระยะถัดไป ประกอบด้วย 4 แกนสำคัญ ได้แก่ เทคโนโลยีอัจฉริยะ การส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและสังคม การรองรับสังคมผู้สูงวัย และการยกระดับบริการสู่มาตรฐานพรีเมียม

ด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะ ถูกนำมาใช้เป็นกลไกหลักในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ตั้งแต่ระบบรักษาความปลอดภัยที่ใช้ AI ตรวจจับความผิดปกติแบบเรียลไทม์ ไปจนถึงระบบ IoT ที่ช่วยติดตามการทำงานของอุปกรณ์อาคาร เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันปัญหาก่อนเกิดขึ้นจริง สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของเทคโนโลยีจาก “ต้นทุน” สู่ “เครื่องมือสร้างความเชื่อมั่น”

ขณะเดียวกัน ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานการอยู่อาศัย ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเสริมภาพลักษณ์ การจัดการขยะ การลดการใช้พลังงาน และการเปิดพื้นที่ให้ลูกบ้านมีส่วนร่วมในกิจกรรมสีเขียว ถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการสร้างคอมมูนิตี้ที่ยั่งยืนในระยะยาว

อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของตลาดคือการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลให้การออกแบบการบริหารจัดการต้องคำนึงถึงความปลอดภัย สุขภาพ และการรับมือเหตุฉุกเฉินมากขึ้น ทั้งในเชิงระบบ เทคโนโลยี และการเตรียมบุคลากรให้มีความพร้อมในการดูแลกลุ่มผู้อยู่อาศัยที่มีความหลากหลายมากขึ้น

ในด้านบริการระดับพรีเมียม ตลาดที่อยู่อาศัยลักซ์ชัวรี โดยเฉพาะในทำเลใจกลางเมือง ทำให้ Property Management กลายเป็นตัวเติมเต็มมูลค่าโครงการ บริการที่ครอบคลุมตั้งแต่การดูแลทรัพย์สินมูลค่าสูง ไปจนถึงบริการอำนวยความสะดวกด้านไลฟ์สไตล์ ถูกนำมาใช้เป็นจุดสร้างความแตกต่าง ท่ามกลางการแข่งขันที่ไม่ได้วัดกันเพียงขนาดห้องหรือทำเล

นอกจากนี้ แนวคิดเรื่องความยืดหยุ่นในการปรับตัว (Resilience) ถูกมองว่าเป็นหัวใจของการบริหารจัดการในยุคที่ความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ และความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ส่งผลให้บริการด้านที่ปรึกษาเฉพาะทาง การบริหารทรัพยากรร่วม และการเตรียมทีมรับมือเหตุฉุกเฉิน กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างการให้บริการมากกว่าทางเลือกเสริม

โดยภาพรวม ตลาด Property Management ไทยในปี 2569 กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้านต้นทุน ไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพ ระบบงาน และบุคลากร ซึ่งการสร้างมาตรฐานการดูแลที่มี DNA ชัดเจน และพัฒนาคนอย่างต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบรนด์สามารถยืนระยะได้ในระยะยาว ท่ามกลางตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ซับซ้อนและท้าทายมากขึ้น