นักลงทุนต่างชาติที่ได้รับใบอนุญาตทำงานในไทย มีมากน้อยแค่ไหน

24 ม.ค. 2569 | 09:39 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ม.ค. 2569 | 09:47 น.

นักลงทุนต่างชาติที่ได้รับใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย มีมากน้อยแค่ไหน จีนที่ได้ใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยอยู่ที่ 56,202 คน มากเป็นอันดับที่ 1

KEY

POINTS

  • ชาวจีนเป็นกลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่ได้รับใบอนุญาตทำงานในไทยมากที่สุด จำนวน 56,202 คน แซงหน้าชาวญี่ปุ่นที่มี 21,536 คน
  • จำนวนชาวจีนที่ได้รับใบอนุญาตทำงานเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 2565 สวนทางกับชาวญี่ปุ่นซึ่งครองอันดับหนึ่งมานานแต่มีจำนวนลดลงต่อเนื่อง
  • ปัจจัยหลักมาจากการที่นักลงทุนจีนย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้น เพื่อเลี่ยงผลกระทบจากสงครามการค้า ซึ่งสอดคล้องกับการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI

 

จากการมาของชาวจีนที่เข้ามาแบบอยู่อาศัยในระยะยาว หรือทำงานแบบจริงจัง ซึ่งอาจจะเป็นการทำงานในองค์กรหรือบริษัทที่มีการขอใบอนุญาตทำงานแบบถูกต้อง ทำธุรกิจของตนเองมีการขัดตั้งนิติบุคคลในประเทศไทยแล้วทำงานภายใต้นิติบุคคลของตนเอง กับชาวจีนที่เข้ามาทำงานผ่านช่องทางออนไลน์ และอยู่ในประเทศไทยตามระยะเวลาที่กำหนด จากนั้นก็ออกไปประเทศื่อนบ้านแล้วเข้ามาใหม่เพื่อนับหนึ่งใหม่ หรือกลับประเทศของตนเองไปแล้วกลับมาใหม่

สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทยระบุว่า กลุ่มคนที่เข้ามาทำงานทั้ง 2 รูปแบบอาจจะมีบางส่วนที่มองหาที่พักอาศัยแบบถาวรหรือมีการซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศไทยเพราะตั้งใจอยู่นาน หรือถ้าอยู่ไม่นานก็อาจจะคิดว่าเพื่อเป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็ได้  ซึ่งกลุ่มทีทำธุรกิจและทำงานแบบถูกต้องกฎหมายในประเทศไทยก็ไม่น้อยมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

โดยเฉพาะในส่วนของชาวจีนที่ได้ใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยที่มีจำนวนมากกว่าชาวญี่ปุ่นที่ครองอันดับที่ 1 มายาวนานกว่า 10 – 20 ปี โดย ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2568 มีชาวจีนที่ได้ใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยอยู่ที่ 56,202 คน มากเป็นอันดับที่ 1 อันดับที่ 2 คือ ชาวญี่ปุ่นด้วยจำนวน 21,536 คนห่างกันเกินเท่าตัวไปแล้ว โดยชาวจีนขึ้นมาเป็นอันดับที่ 1 ตั้งแต่ปีพ.ศ.2565 และมีจำนวนเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดทุกปีมาโดยตลอดสวนทางกับชาวญี่ปุ่นที่มีจำนวนลดลงต่อเนื่อง 

 

การเพิ่มขึ้นของชาวจีนที่เข้ามาทำงานแบบถูกกฎหมายในประเทศไทยอาจจะสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนิติบุคคลสัญชาติจีนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน แม้ว่าจำนวนอาจจะยังมาเป้นอันดับที่ 3 ณ ปัจจุบันก็ตาม แต่ที่น่าสนใจ คือ การเข้ามาของนิติบุคคลจีน รวมไปถึงการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนจีนในประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาโดยตลอดในช่วง 2 – 3ปีที่ผ่านมาปัจจัยลหักอาจจะมาจากผลกระทบเรื่องของสงครามการค้าที่มีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศจีน

เมื่อมีปัญหาเรื่องภาษีนำเข้านักลงทุนในประเทศจีนจึงต้องหาแหล่งการผลิตใหม่เพื่อเลี่ยงภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยเป็น 1 ในประเทศเป้าหมายที่กลายเป็นแหล่งผลิตสินค้าของจีนเช่นกัน สัดส่วนของนิติบุคคลสัญชาติจีนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เช่นเดียวกับสิงคโปร์และอีกหลายสัญชาติ ในขณะที่นักลงทุนสัญชาติญี่ปุ่นลดลงต่อเนื่องแต่ยังมีจำนวนมากเป็นอันดับที่ 1  ซึ่งการเพิ่มขึ้นของนิติบุคคลสัญชาติจีนสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของนักลงทุนจีนที่เข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทยจจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

ชาวต่างชาติที่ได้รับใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย ที่มา: กระทรวงแรงงาน

กลุ่มของนักลงทุนสัญชาติที่เข้ามาลงทุนในภาคอุตสาหกรรมและ มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เป็น 1 ในกลุ่มที่มีขนาดใหญ่และจำนวนมาก โดยพิจารณาจากจำนวนโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนซึ่งมีมากที่สุด แม้ว่ามูลค่าของเงินลงทุนอาจจะไม่มากกว่าอันดับอื่นๆ ก็ตาม ซึ่งภาคอุตสาหกรรมนี้ใช้แรงงานจำนวนมากทั้งไทย ต่างชาติ และชาวจีน

ดังนั้นการเพิ่มขึ้นของจำนวนนิติบุคคล และการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมย่อมมีผลต่อเนื่องไปถึงจำนวนของชาวจีนที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย จากนั้นมีผลต่อเนื่องไปถึงตลาดที่อยู่อาศัยรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะตลดาคอนโดมิเนียมที่ยังคงมีชาวจีนซื้อและโอนกรรมสิทธิ์มากที่สุดอยู่ต่อเนื่อง แม้ว่าจำนวนของนักท่องเที่ยวชาวจีนในประเทศไทยจะลดลงก็ตาม แต่ยังมีชาวจีนอีก 1 กลุ่มที่มีศักยภาพและมีจำนวนที่ไม่น้อยเลยในประเทศไทย กลุ่มนั้น คือ กลุ่มของนักศึกษาชาวจีนในระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย

 การลงทุนของชาวต่างชาติที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI ช่วงปีพ.ศ.2560 - 2567  ที่มา: คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน