
ตลาดพื้นที่เช่ายังเปิดกว้าง โคเวิร์กกิ้งสเปซเร่งขยายสู่ตลาดลักชัวรี
ธุรกิจโคเวิร์กกิ้งสเปซยังเห็นโอกาสเติบโตในเอเชีย จากดีมานด์พื้นที่ทำงานยืดหยุ่น หนุนการขยายสาขาต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าระดับลักชัวรีที่เพิ่มขึ้น
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของวิถีการทำงานในเอเชีย สำนักงานแบบเดิมที่ผูกมัดด้วยสัญญายาวและพื้นที่ตายตัว กำลังถูกท้าทายด้วยโมเดลใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งความยืดหยุ่นและคุณภาพชีวิตของพนักงาน “Co-Working Space” จึงไม่ใช่เพียงพื้นที่ทำงานร่วม แต่กลายเป็นสถานที่สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และสามารถแลกเปลี่ยนความคิด
ในหลายมหานครใหญ่ของโลก พื้นที่ทำงานยืดหยุ่นครองสัดส่วนสูงกว่า 15-20% ของตลาดสำนักงานทั้งหมด ขณะที่เอเชียยังอยู่เพียงราว 5-6% ทำให้ช่องว่างการเติบโตยังเปิดกว้าง โดยเฉพาะในย่านธุรกิจใจกลางเมืองที่มีทั้งดีมานด์จากองค์กรข้ามชาติและธุรกิจบริการ การแข่งขันจึงเริ่มขยับมาสู่การสร้าง “ประสบการณ์” ที่ตอบโจทย์คนทำงานยุคใหม่มากขึ้น
และนี่เป็นจังหวะที่ JustCo ผู้ให้บริการโคเวิร์กกิ้งสเปซในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เลือกเดินเกมครั้งสำคัญ ด้วยการเปิดตัว THE COLLECTIVE One Bangkok พื้นที่ทำงานระดับลักชัวรีแห่งแรกในประเทศไทย ตั้งอยู่บนชั้น 28 ของตึกเกรด A+ ในโครงการ One Bangkok ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีระดับโลก
นายคง วัน ซิง ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท จัสโค (ประเทศไทย) จำกัด ย้อนเล่าถึงเส้นทางในไทย รวมถึงการฟื้นตัวตั้งแต่หลังโควิดว่า JustCo เข้ามาในไทยเมื่อปี 2561 จากนั้นในปี 2562 ก็ได้พบกับวิกฤติโควิด-19 และได้รับผลกระทบทางธุรกิจ ซึ่งต้องใช้เวลาราว 1-2 ปี ดันอัตราการเช่ากลับจากเพียง 40-50% ขึ้นสู่ 80% ความสำเร็จในการฟื้นตัวนี้เกิดจากการฟังเสียงลูกค้า แก้ปัญหาอย่างตรงจุด และสร้างทีมที่แข็งแกร่ง ซึ่งเปิดทางให้บริษัทแตกแบรนด์ใหม่ ทั้ง THE COLLECTIVE และ The Boring Office เพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายยิ่งขึ้น โดยมีสัดส่วนของ 3 แบรนด์คือ The Boring Office อยู่ที่ 40-50%, JustCo 30-40% และ The Collective 10%
THE COLLECTIVE One Bangkok ถือเป็นสาขาที่ 3 ของแบรนด์นี้ต่อจากโตเกียวและไทเป และเป็นสาขาที่ 6 ของเครือ JustCo ในกรุงเทพฯ โดยพัฒนาในความร่วมมือกับ One Bangkok บนพื้นที่ 2,670 ตร.ม. ชั้น 28 ของทาวเวอร์ 4 อาคารเกรด A+ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสิ่งแวดล้อม LEED ระดับ Platinum และมุ่งสู่ WELL Certification เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ใช้อาคาร
นางสาววิมลนิตย์ เลิศพิทักษ์กิจ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท จัสโค (ประเทศไทย) จำกัด อธิบายว่า THE COLLECTIVE เจาะกลุ่มลูกค้าระดับบนที่ต้องการทั้งภาพลักษณ์และประสบการณ์การทำงานเหนือระดับ โดยเลือกตั้งสาขาเฉพาะในอาคารระดับ Prestige เท่านั้น เพื่อรักษามาตรฐานแบรนด์ โดยบริการของ THE COLLECTIVE ไม่ได้เน้นเพียงพื้นที่นั่งทำงาน แต่ผสมผสานความพรีเมียมในทุกรายละเอียด เช่น กาแฟดริปและอาหารเช้ากูร์เมต์ ชาพรีเมียม TWG ค็อกเทลยามเย็นโดยมิกโซโลจิสต์ทุกวันศุกร์ เฟอร์นิเจอร์จาก Herman Miller โต๊ะทำงานปรับระดับได้ และผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายจาก Aesop ภายในยังมีห้องประชุมอัจฉริยะ โซนพักผ่อน และพื้นที่จัดอีเวนต์ รองรับทั้งองค์กรขนาดเล็กจนถึงบริษัทข้ามชาติ โดยปัจจุบันมีอัตราเช่า 50% ของพื้นที่ทั้งหมด 540 ที่นั่ง
นายคง วัน ซิง ยังได้กล่าวเสริมถึงภาพรวมตลาดในไทยระบุว่า ตลาดโคเวิร์กสเปซไทยยังมีสัดส่วนเพียง 3% ของตลาดอาคารสำนักงานทั้งหมด ซึ่งต่ำกว่าหลายเมืองทั่วโลก เช่น สิงคโปร์ 5-6%, ลอนดอน 20% และนิวยอร์ก 15-16% ทำให้ศักยภาพการเติบโตในไทยรวมถึงภูมิถาคเแเชียยังเปิดกว้าง ซึ่งจะขับเคลื่อนด้วยความต้องการขององค์กรข้ามชาติและธุรกิจบริการที่มองหาทางเลือกใหม่แทนการเช่าพื้นที่แบบระยะยาว ทั้งนี้ ลูกค้าหลักในไทยกว่า 60-70% เป็นบริษัทขนาดใหญ่ ไม่ใช่สตาร์ทอัพ และส่วนใหญ่ทำธุรกิจบริการ เช่น กฎหมายและที่ปรึกษา
แม้ว่าขณะนี้ในกรุงเทพฯจะเผชิญภาวะซัพพลายอาคารสำนักงานส่วนเกิน แต่ยังมองเป็นการเปิดโอกาสในการมีตัวเลือกทำเลที่ตั้งที่หลากหลายยิ่งขึ้น ทั้งนี้ปัจจัยลบอื่นๆ ทั้งสถานการณ์การเมือง เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในไทย ยังไม่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจขยายธุรกิจ เนื่องจากยังคงมองเห็นการเติบโตของ GDP แต่ตลาดไทยยังคงดึงดูดนักลงทุนต่างชาติอยู่ และวัฒนธรรมไทยมีความยืดหยุ่น ลูกค้าส่วนใหญ่สามารถเข้าใจธุรกิจการให้บริการโคเวิร์กกิ้งสเปซเช่นนี้ ต่างจากตลาดประเทศอื่นที่ต้องใช้เวลาในการสร้างการรับรู้แบรนด์
อย่างไรก็ตาม นายคง วัน ซิง ยังเปิดแผยถึงทิศทางในอนาคตว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า JustCo ตั้งเป้าขยายสาขาในเอเชียจาก 50-60 แห่ง เป็นจำนวนราว 120-130 แห่งใน 13 ประเทศ ด้วยงบลงทุนอย่างน้อย 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยจะเป็นหนึ่งในสมรภูมิหลักที่บริษัทจะปูพรมสาขาเพิ่มอีก 5-6 แห่ง จากเดิมที่มี JustCo 5 แห่ง และ THE COLLECTIVE แห่งแรก เพื่อครอบคลุมตั้งแต่กลุ่มพรีเมียมถึงตลาดลักชัวรี สำหรับ The Boring Office นั้นยังไม่มีในประเทศไทย แต่กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาตลาด นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญในด้านเทคโนโลยี โดยตั้งเป้าหมายที่จะเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีและใช้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อออกแบบพื้นที่ที่ตอบโจทย์คนทำงานยุคใหม่อย่างแท้จริง







