
อสังหาฯมั่นใจวัสดุในมือไม่ขาด ชี้มีสต๊อกเสาคอนกรีต-เหล็ก-ปูนยันไม่กระทบราคาบ้าน
กูรูอสังหาฯ ยันกลุ่มรับเหมาสต๊อกเสาคอนกรีต-เหล็ก-ปูน รับโครงการเมกะโปรเจ็กต์ภาครัฐไม่กระทบราคาบ้าน เหตุผู้ประกอบการมีแผนรับมือ ประกอบกับเป็นสินค้าคนละประเภท ชี้จับตา หิน ทราย คนขับปั้นจั่น ถ้าขาดแคลน เชื่ออนาคตกระทบราคาบ้านแน่นอน ด้าน พรีบิลท์ เผยเหล็กปรับขึ้นแล้ว 5-6 บาทต่อกิโลกรัม รอแยลเฮ้าส์ คาดหากเศรษฐกิจดีราคาวัสดุขึ้นยกแผง
นายอิสระ บุญยัง นายกกิตติมศักดิ์และที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า การที่ภาครัฐพยายามผลักดันโครงการเมกะโปรเจ็กต์ออกมา ส่งผลให้ผู้ประกอบการในธุรกิจรับเหมาที่คาดว่าจะได้งานดังกล่าวเร่งสต๊อกสินค้าล่วงหน้า เช่น เหล็ก เสาคอนกรีต ปูน ทำให้เกิดความกังวลว่าจะอยู่ในภาวะขาดแคลน และส่งผลกระทบต่อราคาที่อยู่อาศัย
โดยในส่วนของเหล็กนั้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะทำการสั่งสินค้าล่วงหน้าอยู่แล้ว เพื่อลดความเสี่ยงจากการผันผวนของเหล็ก สำหรับเสาคอนกรีตไม่น่าเป็นกังวล เนื่องจากในงานก่อสร้างที่อยู่อาศัยจะเป็นเสาแบบตัวไอขนาดตั้งแต่ 18-30 นิ้ว ขณะที่เสาที่ใช้ในระบบขนส่งจะมีขนาดมากกว่า 30 นิ้ว หรือในส่วนของปูนก็พบว่า กำลังการผลิตภายในประเทศยังเพียงพอกับความต้องการ
"ส่วนตัวมองว่าปัญหาดังกล่าวยังคงเป็นปัญหาที่ใกล้ตัวผู้ประกอบการภาคอสังหาฯ โดยเฉพาะเสาคอนกรีต เนื่องจากเสาคอนกรีตที่ใช้งานสาธารณูปโภคเป็นคนละขนาดกับงานก่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัย ยกเว้นเสาเข็มแบบเจาะที่ใช้ในโครงการคอนโดมิเนียม แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการมุ่งพัฒนาโครงการแนวราบมากกว่าคอนโดมิเนียม เนื่องจากรับรู้รายได้ได้เร็วกว่า อีกทั้งยังสามารถทยอยพัฒนาเป็นเฟสได้ไม่เหมือนคอนโดมิเนียมที่ต้องสร้างให้เสร็จทั้งอาคาร"นายอิสระ กล่าว
ทั้งนี้ สิ่งที่น่าเป็นกังวลมากกว่าเรื่องของเสาคอนกรีตและเหล็กก็คือ วัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตคอนกรีต อย่าง หิน ทราย ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีจำนวนจำกัด ประกอบกับการขอสัมปทานท่าหิน ท่าทราย ใช้ระยะเวลาที่นาน ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลนได้หากโครงการเมกะโปรเจ็กต์ของภาครัฐเริ่มก่อสร้างในเวลาใกล้เคียงกัน โดยสิ่งสำคัญที่น่าจับตามองประการถัดมาก็คือ การขาดแคลนคนขับปั้นจั่น เนื่องจากในปัจจุบันอาชีพดังกล่าวมีผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและความชำนาญมีจำนวนจำกัด และระบบการก่อสร้างเดียวที่ต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก ไม่สามารถนำเรื่องของเทคโนโลยีมาใช้ทดแทนได้
ด้าน นายศักดา โควิสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท รอแยลเฮ้าส์ จำกัด บริษัทรับสร้างบ้าน กล่าวว่า ราคาเหล็กเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่กระเบื้องหลังคาก็ขอขึ้นราคาเช่นเดียวกัน สาเหตุที่มีการปรับขึ้นเนื่องจากวัสดุเหล่านี้ไม่มีการปรับขึ้นมากว่า 2 ปี หลังจากที่ราคาเคยปรับขึ้นสูงสุด 10-12% เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา
"ราคาวัสดุเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นมาปีกว่า เพราะเศรษฐกิจไม่ดีเลยอั้นเอาไว้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ดูแล้วว่าเศรษฐกิจจะมีแนวโน้มขยับขึ้น ราคาวัสดุก็จะขึ้นทันที เพราะอั้นมาตั้งแต่ก่อนมีการปฏิวัติ ถ้าโครงการเมกะโปรเจ็กต์ของภาครัฐมีความชัดเจน และเริ่มก่อสร้างอย่างแน่นอน เชื่อว่าราคาจะมีการปรับขึ้นอย่างรวดเร็วแน่นอน แต่เชื่อว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นภายใน 1-2 ปีนี้ ในส่วนของบริษัทคงไม่จำเป็นต้องสต๊อกสินค้าแต่อย่างใด เพราะเราก่อสร้างตามต้นทุนจริงของตลาด"นายศักดา กล่าว
นายชัยรัตน์ ธรรมพีร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีบิลท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า คาดว่าราคาเหล็กจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจนเท่ากับราคาสูงสุดตอนก่อนที่เหล็กจะลดราคาลง โดยในส่วนของบริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว เนื่องจากโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จหมดทุกโครงการ สำหรับโครงการใหม่ก็จะเป็นราคาของเหล็กในปัจจุบัน
สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานในปี 2559 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่กว่า 6 พันล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในนามบริษัท พรีบิลท์ จำกัด (มหาชน) จำนวนกว่า 4 พันล้านบาท และจากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในนามบริษัท บิลท์ แลนด์ จำกัด (มหาชน) ประมาณ 2 พันล้านบาท ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีแบ็กล็อก (ยอดขายรอรับรู้รายได้) รวมอยู่ที่ประมาณ 8 พัน-1 หมื่นล้านบาท โดยจะทยอยรับรู้ในปี 2559 จำนวน 4 พันล้านบาท
นายวิโรจน์ เจริญตรา กรรมการผู้จัดการ บมจ.พรีบิลท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการสต๊อกเหล็กบริษัทยังไม่มีนโยบายดังกล่าว แม้ว่าราคาจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจาก 12-13 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 18 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากเป็นราคาที่ยังรับได้ ประกอบกับโครงการเมกะโปรเจ็กต์ของภาครัฐยังไม่ออกมาอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ปริมาณการใช้ยังอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ แต่ถ้าโครงการเมกะโปรเจ็กต์มีการก่อสร้างอย่างชัดเจน เชื่อว่าความต้องการใช้เหล็กจะเพิ่มมากขึ้นและอาจอยู่ในภาวะขาดแคลนได้ ดังนั้นจึงต้องรอดูความชัดเจน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,155 วันที่ 8 - 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
นายอิสระ บุญยัง นายกกิตติมศักดิ์และที่ปรึกษาสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า การที่ภาครัฐพยายามผลักดันโครงการเมกะโปรเจ็กต์ออกมา ส่งผลให้ผู้ประกอบการในธุรกิจรับเหมาที่คาดว่าจะได้งานดังกล่าวเร่งสต๊อกสินค้าล่วงหน้า เช่น เหล็ก เสาคอนกรีต ปูน ทำให้เกิดความกังวลว่าจะอยู่ในภาวะขาดแคลน และส่งผลกระทบต่อราคาที่อยู่อาศัย
โดยในส่วนของเหล็กนั้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะทำการสั่งสินค้าล่วงหน้าอยู่แล้ว เพื่อลดความเสี่ยงจากการผันผวนของเหล็ก สำหรับเสาคอนกรีตไม่น่าเป็นกังวล เนื่องจากในงานก่อสร้างที่อยู่อาศัยจะเป็นเสาแบบตัวไอขนาดตั้งแต่ 18-30 นิ้ว ขณะที่เสาที่ใช้ในระบบขนส่งจะมีขนาดมากกว่า 30 นิ้ว หรือในส่วนของปูนก็พบว่า กำลังการผลิตภายในประเทศยังเพียงพอกับความต้องการ
"ส่วนตัวมองว่าปัญหาดังกล่าวยังคงเป็นปัญหาที่ใกล้ตัวผู้ประกอบการภาคอสังหาฯ โดยเฉพาะเสาคอนกรีต เนื่องจากเสาคอนกรีตที่ใช้งานสาธารณูปโภคเป็นคนละขนาดกับงานก่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัย ยกเว้นเสาเข็มแบบเจาะที่ใช้ในโครงการคอนโดมิเนียม แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการมุ่งพัฒนาโครงการแนวราบมากกว่าคอนโดมิเนียม เนื่องจากรับรู้รายได้ได้เร็วกว่า อีกทั้งยังสามารถทยอยพัฒนาเป็นเฟสได้ไม่เหมือนคอนโดมิเนียมที่ต้องสร้างให้เสร็จทั้งอาคาร"นายอิสระ กล่าว
ทั้งนี้ สิ่งที่น่าเป็นกังวลมากกว่าเรื่องของเสาคอนกรีตและเหล็กก็คือ วัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตคอนกรีต อย่าง หิน ทราย ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีจำนวนจำกัด ประกอบกับการขอสัมปทานท่าหิน ท่าทราย ใช้ระยะเวลาที่นาน ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลนได้หากโครงการเมกะโปรเจ็กต์ของภาครัฐเริ่มก่อสร้างในเวลาใกล้เคียงกัน โดยสิ่งสำคัญที่น่าจับตามองประการถัดมาก็คือ การขาดแคลนคนขับปั้นจั่น เนื่องจากในปัจจุบันอาชีพดังกล่าวมีผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและความชำนาญมีจำนวนจำกัด และระบบการก่อสร้างเดียวที่ต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก ไม่สามารถนำเรื่องของเทคโนโลยีมาใช้ทดแทนได้
ด้าน นายศักดา โควิสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท รอแยลเฮ้าส์ จำกัด บริษัทรับสร้างบ้าน กล่าวว่า ราคาเหล็กเริ่มปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่กระเบื้องหลังคาก็ขอขึ้นราคาเช่นเดียวกัน สาเหตุที่มีการปรับขึ้นเนื่องจากวัสดุเหล่านี้ไม่มีการปรับขึ้นมากว่า 2 ปี หลังจากที่ราคาเคยปรับขึ้นสูงสุด 10-12% เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา
"ราคาวัสดุเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นมาปีกว่า เพราะเศรษฐกิจไม่ดีเลยอั้นเอาไว้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ดูแล้วว่าเศรษฐกิจจะมีแนวโน้มขยับขึ้น ราคาวัสดุก็จะขึ้นทันที เพราะอั้นมาตั้งแต่ก่อนมีการปฏิวัติ ถ้าโครงการเมกะโปรเจ็กต์ของภาครัฐมีความชัดเจน และเริ่มก่อสร้างอย่างแน่นอน เชื่อว่าราคาจะมีการปรับขึ้นอย่างรวดเร็วแน่นอน แต่เชื่อว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นภายใน 1-2 ปีนี้ ในส่วนของบริษัทคงไม่จำเป็นต้องสต๊อกสินค้าแต่อย่างใด เพราะเราก่อสร้างตามต้นทุนจริงของตลาด"นายศักดา กล่าว
นายชัยรัตน์ ธรรมพีร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีบิลท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า คาดว่าราคาเหล็กจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจนเท่ากับราคาสูงสุดตอนก่อนที่เหล็กจะลดราคาลง โดยในส่วนของบริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว เนื่องจากโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จหมดทุกโครงการ สำหรับโครงการใหม่ก็จะเป็นราคาของเหล็กในปัจจุบัน
สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานในปี 2559 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่กว่า 6 พันล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในนามบริษัท พรีบิลท์ จำกัด (มหาชน) จำนวนกว่า 4 พันล้านบาท และจากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในนามบริษัท บิลท์ แลนด์ จำกัด (มหาชน) ประมาณ 2 พันล้านบาท ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีแบ็กล็อก (ยอดขายรอรับรู้รายได้) รวมอยู่ที่ประมาณ 8 พัน-1 หมื่นล้านบาท โดยจะทยอยรับรู้ในปี 2559 จำนวน 4 พันล้านบาท
นายวิโรจน์ เจริญตรา กรรมการผู้จัดการ บมจ.พรีบิลท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการสต๊อกเหล็กบริษัทยังไม่มีนโยบายดังกล่าว แม้ว่าราคาจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจาก 12-13 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 18 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากเป็นราคาที่ยังรับได้ ประกอบกับโครงการเมกะโปรเจ็กต์ของภาครัฐยังไม่ออกมาอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ปริมาณการใช้ยังอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้ แต่ถ้าโครงการเมกะโปรเจ็กต์มีการก่อสร้างอย่างชัดเจน เชื่อว่าความต้องการใช้เหล็กจะเพิ่มมากขึ้นและอาจอยู่ในภาวะขาดแคลนได้ ดังนั้นจึงต้องรอดูความชัดเจน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,155 วันที่ 8 - 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559






