
ลลิล รับรู้รายได้ 1,254 ล้าน ลุยเปิด 11 โครงการตามแผน
ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรก ดีเหนือภาพรวมอุตสาหกรรม รับรู้รายได้ 1,254 ล้านบาท กำไรสุทธิ 247 ล้านบาท
บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด(มหาชน) ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2563 ยังคงทำผลงานได้เหนือตลาดอย่างแข็งแกร่ง โดยสามารถทำยอดรับรู้รายได้ที่ 1,254 ล้านบาท และกำไรสุทธิที่ 247 ล้านบาท ซึ่งยอดรับรู้รายได้และกำไรดังกล่าว นับว่าใกล้เคียงกับที่ทำได้ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าซึ่งเป็นไตรมาสที่มีผลประกอบการที่ดีที่สุดในปี 2562 จากที่ไตรมาสดังกล่าวมีลูกค้าบางส่วนเร่งโอนกรรมสิทธิ์ก่อนมาตรการ LTV จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 เม.ย.62
นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2563 นี้ จะเป็นปีที่ท้าทายความเป็นมืออาชีพอย่างมาก โดยเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งการล็อกดาวน์ทั่วโลกได้ส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจต่างๆ ในวงกว้างทั้งภาคธุรกิจSMEs ธุรกิจรายใหญ่ และภาคประชาชน รวมถึงภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบได้เช่นกัน
เชื่อว่าตลาดโดยรวมจะหดตัวโดยเฉพาะในกลุ่มของคอนโดมิเนียมจะหดตัวรุนแรง ในขณะที่กลุ่มแนวราบซึ่งเป็น Real Demand จะได้รับผลกระทบที่น้อยกว่า
ลลิลฯ นั้นมีการวางแผนกลยุทธ์ และระบบการบริหารงานอย่างมืออาชีพ มีการติดตามประเมินความเสี่ยงด้านต่างๆ อย่างใกล้ชิด และปรับเปลี่ยนแผนงานให้สอดรับกับสถานการณ์
ดังนั้นในไตรมาสแรก บริษัทมียอดรับรู้รายได้ที่ 1,254 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิที่ 247 ล้านบาทซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับไตรมาสแรกของปีก่อนหน้าที่ฐานสูง จากการที่ลูกค้าบางส่วนเร่งโอนกรรมสิทธิ์เข้ามาก่อนที่มาตรการ LTV จะเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อเมษายน 2562 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้ามียอดเติบโต 24 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทยังคงสามารถบริหารจัดการต้นทุนต่างๆ ได้ดีอย่างต่อเนื่อง มีการบริหารงานด้านต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น มีการลดต้นทุนด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารงานก่อสร้าง การจัดซื้อวัสดุก่อสร้างหลัก ส่งผลให้บริษัทยังคงมีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงกว่าร้อยละ 39 ซึ่งมากเป็นลำดับต้นๆ ของอุตสาหกรรม ในขณะที่บริษัทยังคงมีการควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนต้นทุนทางด้านการเงินที่ปรับลดลง จากต้นทุนดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ลดลง และการหมุนรอบของธุรกิจที่รวดเร็วขึ้น
โดยในไตรมาสหนึ่งของปีนี้ บริษัทมีการออกหุ้นกู้อายุ 3 ปี ไปมูลค่า500 ล้านบาท โดยมีอัตราดอกเบี้ยคงที่ที่ร้อยละ 2.90 ซึ่งเป็นการไปทดแทนหุ้นกู้ชุดเดิมที่ครบกำหนดโดยหุ้นกู้ชุดเดิมนั้นมีอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 3.40
ตามแผนขยายธุรกิจในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าเปิดโครงการใหม่จำนวน 9 - 11 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 5,000 – 5,500 ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งเป็นการเปิดโครงการเพื่อการทดแทนโครงการเดิมที่จะทยอยปิดโครงการไป ทั้งนี้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดโครงการใหม่ไปแล้วทั้งสิ้น 4โครงการ มูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 3,000ล้านบาท ส่วนโครงการที่เหลือขอประเมินว่าโควิด-19 จะไม่แพร่กระจาย แม้ว่าบริษัทจะมีการลงทุนขยายโครงการใหม่อย่างต่อเนื่องในช่วง 4 - 5ปีที่ผ่านมา แต่บริษัทยังคงบริหารความเสี่ยงทางด้านการเงินได้เป็นอย่างดี โดยมีระดับหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio)ณ สิ้นไตรมาสแรกนี้เพียง 0.78เท่าซึ่งนับว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของตลาดซึ่งอยู่ที่ราว 1.4เท่าอย่างมาก นอกจากนี้บริษัทยังมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน รวมทั้งวงเงินCommitted Line จากสถาบันการเงินต่างๆ ที่บริษัทสำรองไว้ที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกจำนวนมากกว่า 2,500 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอสำหรับการขยายธุรกิจตามแผนของบริษัท ตลอดจนสามารถรองรับหากเกิดสภาวะการเงินตึงตัวได้โดยไม่ได้รับผลกระทบ






