thansettakij
thansettakij
อนันต์ กาญจนพาสน์ ที่ผมรู้จัก

อนันต์ กาญจนพาสน์ ที่ผมรู้จัก

07 พ.ค. 63 | 08:43 น.

 

อนันต์ กาญจนพาสน์ ที่ผมรู้จัก

นายโสภณ พรโชคชัย ประธานศ฿นย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด (AREA) เขียนบทความว่าเคยพบปะนายอนันต์ การญจนพาสน์ เมื่อประมาณ 32 ปีก่อน  ในสมัยที่ท่านกำลังจะเปิดตัวโครงการเมืองทองธานีในช่วงปี 2532  

ขณะนั้นท่านยังเป็นหนุ่มใหญ่อายุประมาณ 47 ปี  ผมได้พบทั้งท่าน คุณพ่อของท่าน (คุณมงคล) และพี่สาวของท่านด้วย  ท่านได้เล่าให้ฟังเรื่องที่ท่านเป็นจีนอยู่เยาวราช ราชวงศ์ ท่านเป็นครอบครัวคนจีนระดับเจ้าสัวมีกิจการมากมายทั้งในไทยและฮ่องกงแล้วในขณะนั้น  ส่วนที่บ้านผมก็เป็นคนจีนเหมือนกัน แต่เป็นจีนบ้านนอก จีนจนๆ อยู่แถวดินแดง

ผมจำได้ว่ากลุ่มเมืองทองธานีมีส่วนร่วมทำโครงการเสนานิเวศน์มาตั้งแต่สมัยปี 2512 ซึ่งนับเป็นหมู่บ้านจัดสรรในยุคแรกๆ ย่านชานกรุงเทพมหานคร  โครงการสำคัญอีกโครงการหนึ่งก็คือ “จัตุรัสนครหลวง” ซึ่งหลายคนคงไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน  โครงการนี้ก็คือที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของ “ธนาคารนครหลวงไทย” เดิม มีห้างเมโทร มีโรงภาพยนตร์พอลลี่ และดาด้า และสุดโครงการก็เป็นที่ตั้งของโรงแรมบางกอกพาเลสนั่นเอง

การพัฒนาที่ดินของกลุ่มบางกอกแลนด์มักทำเป็นโครงการประเภทเมืองขนาดย่อม หรือTownship โดยจะเห็นได้ว่ามีโครงการเมืองทองหลายโครงการทั้งแถวพัฒนาการ แจ้งวัฒนะและอื่นๆ ที่พิเศษก็คือ มีการเดินสายรถประจำทางเองของโครงการจากเมืองทองแจ้งวัฒนะถึงสถานีขนส่งมวลชนหมอชิต เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกบ้านที่ไปซื้อบ้านอยู่อาศัยในโครงการนี้  แม้แต่โครงการธนาซิตี้ของนายคีรี กาญจนพาสน์ ซึ่งเป็นน้องชายของคุณอนันต์ในตระกูลนี้ ที่บางนา-ตราด ก็เป็น Township ขนาดใหญ่เช่นกัน

อนันต์ กาญจนพาสน์ ที่ผมรู้จัก

ในช่วงของการพัฒนาเมืองทองธานี  ผมจำได้ว่าในช่วงราวๆ ปี 2530 ราคาที่ดินที่เป็นไข่แดงในใจกลางโครงการเมืองทองธานี ยังซื้อขายกันในราคาไร่ละ 200,000 บาท เมืองทองก็ทยอยรวบรวมซื้อมาจนกลายเป็นโครงการ Township เช่นทุกวันนี้ นับเป็นความตั้งใจและพยายามอย่างยิ่งยวดในการพัฒนาโครงการแบบนี้ ซึ่งในแง่หนึ่งก็เป็นการสร้างชื่อให้กับผู้พัฒนา แต่ในอีกแง่หนึ่งก็เป็นการเสี่ยงมาก เพราะความสำเร็จหรือไม่ก็ต้องขึ้นกับปัจจัยต่างๆ มากมาย  ต่างจากการพัฒนาโครงการขนาดเล็กๆ ที่มีความเสี่ยงน้อย

ในสมัยที่เริ่มจะสร้างเมืองทองธานีตามแนวคิดใหม่ ผมจำได้ว่าท่านได้สถาปนิกมากจากฮ่องกงออกแบบแบบที่ฮ่องกงใช้กันเลย เน้นการใช้พื้นที่ (ที่แม้ใหญ่มากแต่ก็จำกัดในแง่ที่เป็นเมืองขนาดย่อมๆ) ให้ได้ประโยชน์สูงสุด มีองค์ประกอบของโครงการมากมาย เท่าที่จำได้ก็มีตั้งแต่อาคารสำนักงานขนาดย่อมๆ แบบมินิออฟฟิศ อาคารชุดพักอาศัย ตั้งใจจะมีศูนย์ประชุม รวมถึงการสร้าง “ครูเมืองทอง” ซึ่งเป็นบ้านสำหรับผู้มีรายได้น้อย

อนันต์ กาญจนพาสน์ ที่ผมรู้จัก

การพัฒนาที่โดดเด่นมากประการหนึ่งก็คืออาคารโรงงานอุตสาหกรรมแนวสูง แบบ Factory Building ในฮ่องกง เนื่องจากเล็งเห็นว่าในปี 2540 ฮ่องกงต้องกลับไปเป็นของจีน น่าจะสามารถเชิญชวนเจ้าของโรงงานใหญ่น้อยในฮ่องกงมาปักหลักปักฐานในไทยได้  ในฮ่องกงยุคนั้นขนาดรถบรรทุกยังสามารถขับขึ้นไปบนอาคารอุตสาหกรรมได้ เพราะพื้นที่ฮ่องกงและเกาลูนค่อนข้างจำกัด  เมืองทองธานีจึงสร้างอาคารคอนโดอุตสาหกรรมบ้าง  แม้จะไม่ถึงขนาดให้รถบรรทุกขนาดใหญ่ขึ้นได้ แต่ก็สามารถขนถ่ายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่น่าเสียดายที่นักลงทุนฮ่องกงไม่มา เนื่องจากจีนเปิดเซินเจิ้นดึงดูดกิจการอุตสาหกรรมไปแทน อาคารคอนโดอุตสาหกรรมจึงค้างเติ่งไว้ แม้ว่าจะได้รับใบอนุญาตให้เป็นเขตอุตสาหกรรมในผังเมืองก็ตาม  อย่างไรก็ตามสถานการณ์ก็แปรเปลี่ยนไป ในภายหลังอาคารบางแห่งก็มีผู้มาซื้อไป เช่น สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ก็นำไปใช้เป็นสำนักงาน  ธนาคารกสิกรไทยก็นำไปเป็นสำนักงานใหญ่อีกแห่งหนึ่ง โดยดัดแปลงเป็นอาคารอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นในปัจจุบัน ก็ได้ดัดแปลงเป็นอาคารสำนักงานให้เช่า มีลูกค้าเช่าอยู่ไม่น้อย

จำได้ว่าในช่วงที่เมืองทองธานีกำลังบูมสุด ๆ นั้น พอดีเจอสงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 2533 หรือเมื่อ 30 ปีก่อน ส่งผลให้โครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ หยุดชะงักไปหมด  เหลือเพียงเมืองทองธานีเจ้าเดียวที่ “โกย” ได้มากที่สุด มีการลงโฆษณาเกี่ยวกับสินค้าใหม่ๆ ของโครงการนี้ทยอยออกมา และปรากฏว่าขายได้ตลอด มีคนมาซื้อไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็นมินิออฟฟิศ เลควิวคอนโด ครูเมืองทอง บ้านทรงอิสระ (แบบพรีแฟบ) ฯลฯ  คาดว่าในช่วงปี 2533-2535 กลุ่มเมืองทองอาจมีส่วนแบ่งในตลาดไม่น้อยกว่า 20% ก็ว่าได้ เพราะรายอื่นใหญ่รายอื่นแทนไม่กล้าขยับตัว

ในห้วงเวลาเดียวกันนายอนันต์ยังสามารถดึงทางด่วนขั้นที่ 2 ให้ผ่านเข้าไปในเมืองทองธานีได้อีกด้วย โดยในสมัยนั้นบริษัทญี่ปุ่นชื่อกูมาไกกูมิมาทำโครงการนี้  นับได้ว่าท่านมีเครือข่ายที่แข็งแรงมากโดยเฉพาะทางธุรกิจและทางการเมือง  การสร้างศูนย์ประชุมและอื่นๆ ก็ค่อยๆ คืบหน้าไปเรื่อยๆ เพื่อหวังให้เป็นเมืองที่มีทุกอย่างพร้อมมูลในตัวเอง สามารถพึ่งตัวเองได้  นายอนันต์ยังใช้บริการของซัพพลายเออร์ชั้นนำ เช่น บริษัทก่อสร้างจากฝรั่งเศส บริษัทนายหน้าจากอังกฤษ เป็นต้น

อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 สถานการณ์ก็แปรเปลี่ยนไป การสร้างเมืองขนาดใหญ่นี้ต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง  ทำให้เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นมา กระแสเงินสดก็สะดุด ไม่ใช่เฉพาะเมืองทองธานี แต่เป็นไปแทบทุกโครงการในประเทศไทยในขณะนั้น  ทุกรายก็ต้องเข้าสู่กระบวนการในการแก้ไขปัญหาหนี้  จะเห็นได้ว่าที่ดินแปลงงามๆ หลายแปลงในเมืองทองธานีก็มีบริษัทอื่นซื้อไปพัฒนาเป็นโครงการอื่นเช่นกัน

นายอนันต์เป็นคนที่ตัดสินใจได้เฉียบขาดน่านับถือเป็นอย่างมาก ในห้วงเกิดวิกฤติ อย่างโครงการชื่อเลควิวคอนโด ปกติขายอยู่ในราคา 1.5 ล้านบาท ท่านนำมาลดเหลือแค่ราคา 699,000 บาท  โครงการที่เมืองทองบางนาก็เช่นเดียวกัน จากการขายห้องชุดที่ราคา 433,000 บาท ท่านก็ลดเหลือ 260,000 บาท  นัยเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน 

อนันต์ กาญจนพาสน์ ที่ผมรู้จัก

แม้ผมจะไม่ได้รู้จักกับท่านเป็นส่วนตัวก็จริง แต่ก็นับถือในฐานะคนจริง มีอยู่กรณีหนึ่งคือโครงการเมืองทองบางนา ท่านสร้างห้องชุดประมาณ 5,000 หน่วย และสร้างศูนย์การค้าชื่อห้างเมโทรขึ้นมากลางโครงการเลย เพื่อดึงดูดให้คนซื้อมั่นใจว่าทำจริง  แต่ปรากฏว่าเมื่อเกิดวิกฤติปี 2540 เมืองนี้ก็แทบไม่มีใครเข้าอยู่ กลายเป็นเมืองกึ่งร้างไปเลย จนกระทั่งมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ นำอาคารศูนย์การค้าและอาคารชุดที่ยังสร้างไม่เสร็จไปใช้เพื่อการศึกษาแทน

แต่เรือธงที่ยังอยู่และเป็นการ “กู้ชื่อ” เป็นอย่างมากก็คือศูนย์การประชุม ซึ่งนับว่าอิมแพ็คเมืองทองธานี เป็นศูนย์ประชุมที่ใหญ่ที่สุดและยังสามารถจัดกิจกรรมได้หลากหลายที่สุดในประเทศไทย และยังมีโอกาสที่จะขยายธุรกิจออกไปอีกมาก  แต่นี่ก็เป็นถึงรุ่นลูกของคุณอนันต์หรือรุ่นหลานของคุณมงคลที่ต้องสานต่อกันต่อไป

นี่แหละครับ นายอนันต์และเมืองทองธานีที่ผมเคยพบเห็นมา