
ดีมานด์สะสมตลาดใหญ่ โอกาส ของ ‘แสนสิริ’
ผ่ามุมคิด
หากดีไซน์ คุณภาพ บริการ และความน่าเชื่อถือ เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ช่วงที่ผ่านมา บมจ.แสนสิริ กลายเป็นแบรนด์อสังหาฯที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มคนต้องการมีบ้าน - ซื้อคอนโดฯ 2 ปีซ้อน แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันคงตอบได้ยาก ว่าคนซื้อจะให้ความสำคัญ เท่ากับปัจจัยด้านราคาที่จับต้องได้หรือไม่ ทำให้ “แสนสิริ” พลิกเกม เดินกลยุทธ์ปี 2563 เข้าสู่ตลาดเรียลดีมานด์ ปรับพอร์ตโฟลิโออย่างสมดุลมากขึ้น พร้อมกับกลยุทธ์ด้านบริการเข้มข้น เสริมสัดส่วนรายได้ โดยนายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ ยอมรับตลาดยังไม่มีสัญญาณบวกการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ต้องปรับให้สอดรับสภาพตลาด แต่ไม่ถอย เชื่อ “Pending Demand” หรือ ดีมานด์สะสม ยังเป็นโอกาสสร้างการเติบโต 40%
ตลาดย่อตัวตามจีดีพี
คาดการณ์ตลาดอสังหาฯปีนี้ มีทิศทางชะลอตัว ไม่แตกต่างจากช่วงปีก่อนหน้า เนื่องจากมีปัจจัยลบหลายด้าน เช่น แนวโน้มจีดีพีที่อาจตํ่ากว่า 2% กลายเป็นตัวชี้นำว่าธุรกิจอสังหาฯอาจไม่เติบโตมากนัก ประมาณ 3% เท่านั้น (เทียบเคียง 1.5 เท่า : 1%) ยังไม่นับรวมถึง ความกังวลจากไวรัสโคโรนา ซึ่งกระทบการเดินทางและกลุ่มลูกค้าต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ที่หายไปจากตลาดอย่างมาก ส่วนมาตรการกระตุ้นตลาดของรัฐ มีแรงส่งไม่พอ เพราะสภาพตลาดปัจจุบัน เหนื่อยกว่าช่วงปลายปี 2562 ที่รัฐประกาศมาตรการออกมา คาดแบงก์ชาติถอยหลังเรื่อง แอลทีวีแล้ว รัฐเองก็คงอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางออกมาช่วยเหลือตลาดอีกครั้ง เพราะแนวโน้มตลาดคงแย่กว่าปีที่ผ่านมาอีก
อุทัย อุทัยแสงสุข
เปิดใหม่ลดลง
ฉะนั้น การทำธุรกิจในปีนี้ บริษัทต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้า เพราะอาจมีปัจจัยใหม่ๆ เกิดขึ้นเพิ่มเติมอีก สำหรับโครงการเตรียมเปิดใหม่ในปีนี้ รวม 18 โครงการ มูลค่า 2.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งลดลงจากปี 2562 ที่ 20 โครงการ มูลค่า 3 หมื่นล้านบาท เนื่องจากเป็นการปรับให้เข้ากับสภาพของตลาด เน้นเคลียร์สต๊อกที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ ภายใต้เป้ายอดขาย 2.9 หมื่นล้านบาท เติบโต 40% และเป้ายอดโอนฯ 3.3 หมื่นล้านบาท
“การทำธุรกิจปีนี้ คล้ายการล่องเรือ เจอหมอกมาก แม้บริษัทจะมีความพร้อมในการเปิดโครงการได้มากกว่านี้ แต่ด้วยสภาวะที่เผชิญ การล่องเรือใหญ่ด้วยความเร็ว คงเสี่ยงมาก ทำได้เพียงรอดูสถานการณ์”
แนวราบแนวทางสู้
นายอุทัย กล่าวต่อว่า สัดส่วนของพอร์ตโปรดักต์ในปีนี้ จะมีความสมดุลมากขึ้น แบ่งตามความต้องการ และภาวะเศรษฐกิจ เป็นคอนโดฯ 30%, บ้านเดี่ยว 30% และทาวน์เฮาส์ 30% เน้นตลาดเรียลดีมานด์ ราคาเข้าถึงได้ หรือ Mass Market ผ่านแบรนด์ ทาวน์เฮาส์ “สิริเพลส” และบ้านเดี่ยวมิกซ์ “อณาสิริ” กลุ่มราคาเริ่มล้านต้นๆ และ 5 ล้านบาท นับรวม 10 โครงการ รวมถึงกลุ่ม ดีคอนโดฯ, เดอะ เบส ซึ่งจะเป็นพระเอกสร้างยอดขายในปีนี้ โดยจะชะลอการทำโปรเจ็กต์ในกลุ่มซูเปอร์ลักชัวรีไว้ชั่วคราว เพราะคนซื้อขณะนี้ แสวงหาราคา และโปรดักต์ที่สร้างความคุ้มค่าเป็นหลัก ซึ่งตลาดแนวราบน่าจะเป็นโอกาสมากที่สุด
“ตลาดที่ดีที่สุดขณะนี้ คือ แนวราบเรียลดีมานด์ กลุ่มทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยว ราคาเข้าถึงได้จากอำนาจการซื้อของคนที่น้อยลง แต่อย่างไรก็ตามทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ จะเกิดภาวะ pending demand หรือ ดีมานด์สะสม ที่ประวิงเวลาซื้อไว้ เมื่อเศรษฐกิจกลับมา กลุ่มนี้จะทะลักทลาย น่าจะเป็นโอกาส”
ทั้งนี้ บริษัทยังเตรียมขยายแหล่งรายได้ใหม่ ผ่านฐานลูกค้า LIV-24 ระบบดูแลความปลอดภัยจากส่วนกลาง และบริการหลังการขายอื่นๆ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกบ้านในโครงการ และโครงการอื่นๆ อย่างต่อเนื่องเช่นกัน
หน้า 19-20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,554 วันที่ 5-7 มีนาคม 2563






