
เพซเดินหน้าธุรกิจหลังขาย'มหานคร'1.5 หมื่นล.ย้ำบทเรียนไม่!เสี่ยงทำโครงการใหญ่
เพซ ดีเวลลอปเม้นท์ เผยโครงการนิมิต หลังสวน คืบหน้า 40% มียอดขายแล้ว 90% จ่อขายเพนเฮ้าส์ 6.5 แสนต่อตร.ม พร้อมเผยแผนดำเนินธุรกิจ หลังขายหนี้ก้อนโต มหานคร 1.5 หมื่นล้าน ย้ำ ไม่เสี่ยงลงทุนโครงการใหญ่ เป้าลงทุนปีละ 1 โครงการ มูลค่า 5 พัน-1หมื่นล้าน
นายสรพจน์ เตชะไกรศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพซ ดีเวลลอปเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรี เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจ หลังจาก ขายสินทรัพย์โครงการมหานคร มูลค่า 1.4 หมื่นล้านให้แก่ บริษัท คิง เพาเวอร์ มหานคร จำกัด ซึ่งประกอบไปด้วยที่ดิน โรงแรม อาคารจุดชมวิว อาคารรีเทลคิวบ์ ภาพวาด และใบอนุญาตต่างๆ รวมถึงสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของบริษัทย่อย ว่า ขณะนี้บริษัทเหลือโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างทั้งสิ้น 3 โครงการ มูลค่ารวมกันกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท
โดยเฉพาะโครงการนิมิต หลังสวน คอนโดมิเนียมระดับซุปเปอร์ลักซ์ชัวรี่ กรรมสิทธิ์ฟรีโฮลด์ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง บริเวณถนนหลังสวนตัดกับสารสิน บนพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ ติดสวนลุมพินี เป็นอาคารสูง 54 ชั้น มูลค่าโครงการประมาณ 8 พันล้านบาท จำนวน 178 หน่วย ขนาดตั้งแต่ 78-640 ตารางเมตร ปัจจุบันการก่อสร้างคืบหน้าแล้วประมาณ 40 % คาดจะแล้วเสร็จทั้งหมดในช่วงเดือน ก.ค –ต.ค 2562 ขณะนี้มียอดขายกว่า 90% คิดเป็นมูลค่า 6.91 พันล้านบาท และมีห้องชุดรอขายอีกประมาณ 10 % มูลค่า 1.08 พันล้านบาท โดยเฉพาะ ห้องเพนท์เฮ้าส์ ซึ่งอาจมีราคาขายสูงสุดถึง 6.5 แสนบาทต่อตารางเมตร
นอกจากนี้ ยังมีอีก 1 โครงการที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างเช่นเดียวกัน คือ วินด์ เชลล์ นราธิวาส มูลค่าประมาณ 3 พันล้านบาท อยู่ระหว่างการก่อสร้างคืบหน้าแล้ว 30% และมียอดขายรอรับรู้รายได้อยู่ที่ 792 ล้านบาท ขณะที่มีห้องชุดรอขายอีกมูลค่า 2.2 พันล้านบาท โดยทั้ง 2 โครงการ จะสามารถโอนและรับรู้รายได้ภายในปี 2562 ขณะที่แผนการดำเนินธุรกิจหลังจากนี้ ยังคงเน้นโลเคชั่นใจกลางเมือง และจับตลาดบนเป็นหลัก ด้วยราคาขายตั้งแต่ 2 -5.6 แสนบาทต่อตร.ม อย่างน้อยปีละ 1 โครงการเป็นอย่างต่ำ
“จากหนี้ที่มีกว่า 2 หมื่นล้านบาท หลังขายสินทรัพย์ชิ้นโตไปได้ ขณะนี้เหลือเพียงหมื่นกว่าล้าน ถือว่าแข็งแรงขึ้นเยอะ ผ่านจุดที่น่าเป็นห่วงไปแล้ว โครงสร้างองค์กรค่อนข้างนิ่ง และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา หลังจากนี้แผนการพัฒนาโครงการ จะมีความระมัดระวังมากขึ้น โลเคชั่นต้องดี เจาะกลุ่มลูกค้าชัดเจน เสริมด้วยนวัตกรรมที่แตกต่างเพื่อเพิ่มมูลค่าให้โครงการ แต่คงไม่ใช่การเสี่ยงไปซื้อที่ดินวาละ 2 ล้าน เพื่อมาทำของแพงแข่งกับรายอื่น โครงการที่จะเกิดขึ้นนั้น จะไม่ใหญ่อย่างในอดีต 1-3 ปีต้องจบ มูลค่าโครงการ 5 พัน-1 หมื่นล้านบาท เป็นอย่างน้อยปีละ 1 โครงการ โดยต้นปี 2562 จะเห็นภาพแผนการลงทุนชัดเจนขึ้น “
ทั้งนี้ ล่าสุด เพซ ดีเวลลอปเม้นท์ แถลง ลงทุนใช้นวัตกรรมท่อน้ำทิ้ง ระบบ Sovent จากสวิสเซอร์แลนด์ของบริษัท เกเบอริท กรุ๊ป ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบท่อน้ำทิ้งและสุขภัณฑ์ระดับโลก ในโครงการ นิมิต หลังสวน ซึ่งระบุว่าจะเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่ใช้นวัตกรรมกรรมดังกล่าว หวังให้เป็นโครงการที่พักอาศัยระดับแนวหน้าของไทย เพื่อมูลค่าในการลงทุนระยะยาว
นายสรพจน์ เตชะไกรศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพซ ดีเวลลอปเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรี เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจ หลังจาก ขายสินทรัพย์โครงการมหานคร มูลค่า 1.4 หมื่นล้านให้แก่ บริษัท คิง เพาเวอร์ มหานคร จำกัด ซึ่งประกอบไปด้วยที่ดิน โรงแรม อาคารจุดชมวิว อาคารรีเทลคิวบ์ ภาพวาด และใบอนุญาตต่างๆ รวมถึงสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของบริษัทย่อย ว่า ขณะนี้บริษัทเหลือโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างทั้งสิ้น 3 โครงการ มูลค่ารวมกันกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท
โดยเฉพาะโครงการนิมิต หลังสวน คอนโดมิเนียมระดับซุปเปอร์ลักซ์ชัวรี่ กรรมสิทธิ์ฟรีโฮลด์ ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง บริเวณถนนหลังสวนตัดกับสารสิน บนพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ ติดสวนลุมพินี เป็นอาคารสูง 54 ชั้น มูลค่าโครงการประมาณ 8 พันล้านบาท จำนวน 178 หน่วย ขนาดตั้งแต่ 78-640 ตารางเมตร ปัจจุบันการก่อสร้างคืบหน้าแล้วประมาณ 40 % คาดจะแล้วเสร็จทั้งหมดในช่วงเดือน ก.ค –ต.ค 2562 ขณะนี้มียอดขายกว่า 90% คิดเป็นมูลค่า 6.91 พันล้านบาท และมีห้องชุดรอขายอีกประมาณ 10 % มูลค่า 1.08 พันล้านบาท โดยเฉพาะ ห้องเพนท์เฮ้าส์ ซึ่งอาจมีราคาขายสูงสุดถึง 6.5 แสนบาทต่อตารางเมตร
นอกจากนี้ ยังมีอีก 1 โครงการที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างเช่นเดียวกัน คือ วินด์ เชลล์ นราธิวาส มูลค่าประมาณ 3 พันล้านบาท อยู่ระหว่างการก่อสร้างคืบหน้าแล้ว 30% และมียอดขายรอรับรู้รายได้อยู่ที่ 792 ล้านบาท ขณะที่มีห้องชุดรอขายอีกมูลค่า 2.2 พันล้านบาท โดยทั้ง 2 โครงการ จะสามารถโอนและรับรู้รายได้ภายในปี 2562 ขณะที่แผนการดำเนินธุรกิจหลังจากนี้ ยังคงเน้นโลเคชั่นใจกลางเมือง และจับตลาดบนเป็นหลัก ด้วยราคาขายตั้งแต่ 2 -5.6 แสนบาทต่อตร.ม อย่างน้อยปีละ 1 โครงการเป็นอย่างต่ำ
“จากหนี้ที่มีกว่า 2 หมื่นล้านบาท หลังขายสินทรัพย์ชิ้นโตไปได้ ขณะนี้เหลือเพียงหมื่นกว่าล้าน ถือว่าแข็งแรงขึ้นเยอะ ผ่านจุดที่น่าเป็นห่วงไปแล้ว โครงสร้างองค์กรค่อนข้างนิ่ง และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา หลังจากนี้แผนการพัฒนาโครงการ จะมีความระมัดระวังมากขึ้น โลเคชั่นต้องดี เจาะกลุ่มลูกค้าชัดเจน เสริมด้วยนวัตกรรมที่แตกต่างเพื่อเพิ่มมูลค่าให้โครงการ แต่คงไม่ใช่การเสี่ยงไปซื้อที่ดินวาละ 2 ล้าน เพื่อมาทำของแพงแข่งกับรายอื่น โครงการที่จะเกิดขึ้นนั้น จะไม่ใหญ่อย่างในอดีต 1-3 ปีต้องจบ มูลค่าโครงการ 5 พัน-1 หมื่นล้านบาท เป็นอย่างน้อยปีละ 1 โครงการ โดยต้นปี 2562 จะเห็นภาพแผนการลงทุนชัดเจนขึ้น “
ทั้งนี้ ล่าสุด เพซ ดีเวลลอปเม้นท์ แถลง ลงทุนใช้นวัตกรรมท่อน้ำทิ้ง ระบบ Sovent จากสวิสเซอร์แลนด์ของบริษัท เกเบอริท กรุ๊ป ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบท่อน้ำทิ้งและสุขภัณฑ์ระดับโลก ในโครงการ นิมิต หลังสวน ซึ่งระบุว่าจะเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่ใช้นวัตกรรมกรรมดังกล่าว หวังให้เป็นโครงการที่พักอาศัยระดับแนวหน้าของไทย เพื่อมูลค่าในการลงทุนระยะยาว






