
‘เจ.เอส.พี.’ลุยตลาดบ้านราคาตํ่า5ล้าน รอบิ๊กล็อตสิงคโปร์ดันรายได้3.2พันล.
เจ.เอส.พี.ชี้ตลาดแนวราบตํ่า 5ล้านยังโตต่อเนื่อง พร้อมประกาศรุกแนวราบเต็มสูบ ลั่นไตรมาส 4/59 ต่อเนื่องปี60 เปิดใหม่ 7 โครงการมูลค่า 6,500 ล้านแย้มผลประกอบการปี 59 เป็นที่น่าพอใจคาดโกยรายได้ใกล้เคียงปี 58 เล็งบิ๊กล็อตจากนักลงทุนสิงคโปร์ช่วยสร้างยอดรับรู้รายได้เพิ่ม
นายไพโรจน์ วัฒนวโรดม กรรมการผู้จัดการบริษัทและรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เจ.เอส.พี.แอสพลัส จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดแนวราบยังคงมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มระดับราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ดูได้ยอดขายในช่วงที่ผ่านมาพบว่า บริษัทสามารถสร้างยอดขายได้ถึง 100 ล้านบาทต่อสัปดาห์ ขณะที่ยอดผ่านการอนุมัติสินเชื่ออยู่ที่ 60-70% ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ ในส่วนของตลาดคอนโดมิเนียมยังคงน่าเป็นห่วง เพราะเป็นกลุ่มที่มีทั้งนักลงทุน นักเก็งกำไร และผู้ซื้ออยู่อาศัยจริง ส่งผลให้ยอดปฏิเสธสินเชื่อในกลุ่มคอนโดมิเนียมสูงถึง 50%
ด้วยเหตุนี้บริษัทจึงมีแผนพัฒนาโครงการแนวราบ โดยในช่วงไตรมาส 4 ปี 2559 ต่อเนื่องปี 2560 บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการทั้งหมด 7 โครงการ มูลค่ารวม 6,500 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการใหม่ 4 โครงการ แบ่งเป็นโครงการนวราบ 3 โครงการ และโครงการคอนมิเนียมโลว์ไรส์ 1 โครงการ มูลค่า 4,000 ล้านบาท และเฟสใหม่ที่พัฒนาในโครงการเก่า 3 โครงการ จำนวน 2,500 ล้านบาท
โดยโครงการใหม่ทั้ง 4 โครงการประกอบด้วย 1.โครงการ เจ คอนโดพระราม 2 คอนโดโลว์ไรส์ 8 ชั้น จำนวน 158 หน่วย มูลค่าโครงการประมาณ 265 ล้านบาท 2.โครงการ เจแกรนด์สาทร – กัลปพฤกษ์ ทาวน์โฮม 3 ชั้น 5 ห้องนอน จำนวน 133 หน่วย มูลค่าโครงการ 610 ล้านบาท ในรูปแบบการพัฒนาแบบมิกซ์ยูส
3.โครงการเจซิตี้รัตนาธิเบศร์–บางบัวทอง ประกอบด้วยอาคารพาณิชย์ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม บนเนื้อที่โครงการรวม 80 ไร่ เบื้องต้นนำที่ดินมา 20 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นทาวน์โฮม ส่วนที่เหลือจะทยอยพัฒนา เนื่องจากในพื้นที่ยังมีสินค้าคงเหลือประเภทบ้านเดี่ยวเป็นจำนวนมาก โดยเฟสแรกจะเปิดตัวในปี 2560 มูลค่าโครงการ 687 ล้านบาท และ 4.โครงการ เจซิตี้ติวานนท์-บางกะดี่ พัฒนาเป็นทาวน์โฮมและบ้านแฝด บนเนื้อที่ 30 ไร่ มูลค่าโครงการ 458 ล้านบาท
นอกจาก 4 โครงการใหม่ในข้างต้น บริษัทยังมีแผนเปิดตัวเฟสใหม่ในโครงการเดิมอีก 3 โครงการ ประกอบด้วย โครงการที่เจ.เอส.พี ซิตี้ สุขุมวิท-แพรกษา เปิดเฟสใหม่เป็นบ้านแฝด โครงการ เจเอสพี ซิตี้ บางปะกง-บ้านโพธิ์ เปิดโครงการบ้านแฝด และเดอะไมอามี่บางปู เปิดทาวน์เฮ้าส์และบ้านแฝด
สำหรับผลประกอบการในช่วง 9 เดือน บริษัทมีรายได้รวมแล้ว 1,700 ล้านบาท โดยในระยะเวลา 10เดือน บริษัทสามารถทำยอดขายได้กว่า 3,000 ล้านบาท ทั้งนี้ในช่วงไตรมาส 4/2559 เฉพาะเดือนตุลาคมเดือนเดียว บริษัทได้มียอดโอนกรรมสิทธิ์แล้วกว่า 500 ล้านบาท ในขณะที่ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) อยู่อีกประมาณ 5,600 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ในช่วงปลายปีนี้ 2,000 ล้านบาท และส่วนที่เหลืออีก 3,600 ล้านบาท จะทยอยรับรู้ถึงในปี 2561
ทั้งนี้ยังมียอดขายรอโอนจากนักลงทุนชาวสิงคโปร์อีกจำนวนหนึ่ง ทำให้คาดการณ์ได้ว่ายอดรับรู้รายได้ในปี 2559 จะใกล้เคียงกับปี 2558 ที่มียอดรับรู้รายได้ที่ 3,200 ล้านบาท
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,214 วันที่ 1 - 3 ธันวาคม 2559
นายไพโรจน์ วัฒนวโรดม กรรมการผู้จัดการบริษัทและรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เจ.เอส.พี.แอสพลัส จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดแนวราบยังคงมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มระดับราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ดูได้ยอดขายในช่วงที่ผ่านมาพบว่า บริษัทสามารถสร้างยอดขายได้ถึง 100 ล้านบาทต่อสัปดาห์ ขณะที่ยอดผ่านการอนุมัติสินเชื่ออยู่ที่ 60-70% ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ ในส่วนของตลาดคอนโดมิเนียมยังคงน่าเป็นห่วง เพราะเป็นกลุ่มที่มีทั้งนักลงทุน นักเก็งกำไร และผู้ซื้ออยู่อาศัยจริง ส่งผลให้ยอดปฏิเสธสินเชื่อในกลุ่มคอนโดมิเนียมสูงถึง 50%
ด้วยเหตุนี้บริษัทจึงมีแผนพัฒนาโครงการแนวราบ โดยในช่วงไตรมาส 4 ปี 2559 ต่อเนื่องปี 2560 บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการทั้งหมด 7 โครงการ มูลค่ารวม 6,500 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการใหม่ 4 โครงการ แบ่งเป็นโครงการนวราบ 3 โครงการ และโครงการคอนมิเนียมโลว์ไรส์ 1 โครงการ มูลค่า 4,000 ล้านบาท และเฟสใหม่ที่พัฒนาในโครงการเก่า 3 โครงการ จำนวน 2,500 ล้านบาท
โดยโครงการใหม่ทั้ง 4 โครงการประกอบด้วย 1.โครงการ เจ คอนโดพระราม 2 คอนโดโลว์ไรส์ 8 ชั้น จำนวน 158 หน่วย มูลค่าโครงการประมาณ 265 ล้านบาท 2.โครงการ เจแกรนด์สาทร – กัลปพฤกษ์ ทาวน์โฮม 3 ชั้น 5 ห้องนอน จำนวน 133 หน่วย มูลค่าโครงการ 610 ล้านบาท ในรูปแบบการพัฒนาแบบมิกซ์ยูส
3.โครงการเจซิตี้รัตนาธิเบศร์–บางบัวทอง ประกอบด้วยอาคารพาณิชย์ บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม บนเนื้อที่โครงการรวม 80 ไร่ เบื้องต้นนำที่ดินมา 20 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็นทาวน์โฮม ส่วนที่เหลือจะทยอยพัฒนา เนื่องจากในพื้นที่ยังมีสินค้าคงเหลือประเภทบ้านเดี่ยวเป็นจำนวนมาก โดยเฟสแรกจะเปิดตัวในปี 2560 มูลค่าโครงการ 687 ล้านบาท และ 4.โครงการ เจซิตี้ติวานนท์-บางกะดี่ พัฒนาเป็นทาวน์โฮมและบ้านแฝด บนเนื้อที่ 30 ไร่ มูลค่าโครงการ 458 ล้านบาท
นอกจาก 4 โครงการใหม่ในข้างต้น บริษัทยังมีแผนเปิดตัวเฟสใหม่ในโครงการเดิมอีก 3 โครงการ ประกอบด้วย โครงการที่เจ.เอส.พี ซิตี้ สุขุมวิท-แพรกษา เปิดเฟสใหม่เป็นบ้านแฝด โครงการ เจเอสพี ซิตี้ บางปะกง-บ้านโพธิ์ เปิดโครงการบ้านแฝด และเดอะไมอามี่บางปู เปิดทาวน์เฮ้าส์และบ้านแฝด
สำหรับผลประกอบการในช่วง 9 เดือน บริษัทมีรายได้รวมแล้ว 1,700 ล้านบาท โดยในระยะเวลา 10เดือน บริษัทสามารถทำยอดขายได้กว่า 3,000 ล้านบาท ทั้งนี้ในช่วงไตรมาส 4/2559 เฉพาะเดือนตุลาคมเดือนเดียว บริษัทได้มียอดโอนกรรมสิทธิ์แล้วกว่า 500 ล้านบาท ในขณะที่ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) อยู่อีกประมาณ 5,600 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ในช่วงปลายปีนี้ 2,000 ล้านบาท และส่วนที่เหลืออีก 3,600 ล้านบาท จะทยอยรับรู้ถึงในปี 2561
ทั้งนี้ยังมียอดขายรอโอนจากนักลงทุนชาวสิงคโปร์อีกจำนวนหนึ่ง ทำให้คาดการณ์ได้ว่ายอดรับรู้รายได้ในปี 2559 จะใกล้เคียงกับปี 2558 ที่มียอดรับรู้รายได้ที่ 3,200 ล้านบาท
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,214 วันที่ 1 - 3 ธันวาคม 2559






