
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 25ก.พ.“อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”ที่ระดับ 33.53 บาทต่อดอลลาร์
ค่าเงินบาทยังพอมีโซนแนวรับแถว 33.50 บาทต่อดอลลาร์ เหตุช่วงนี้มีแรงซื้อเงินดอลลาร์จากบรรดาผู้นำเข้า ขณะเดียวกันนักลงทุนต่างชาติอาจกลับมาทยอยขายสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติม
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 25 ก.พ.2568ที่ระดับ 33.53 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงที่จะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าได้บ้าง ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ
อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทก็อาจมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไปได้ ตราบใดที่ราคาทองคำยังคงสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ หรืออย่างน้อยก็แกว่งตัว Sideways แต่หากราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ก็จะยิ่งกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงชัดเจนมากขึ้น
โดยเราประเมินว่า เงินบาทก็อาจยังพอมีโซนแนวรับแถว 33.50 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากในช่วงนี้อาจมีแรงซื้อเงินดอลลาร์จากบรรดาผู้นำเข้า ขณะเดียวกัน ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติในตลาดทุนไทยก็ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ โดยนักลงทุนต่างชาติก็อาจกลับมาทยอยขายสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติมได้ โดยเฉพาะในกรณีที่บรรยากาศในตลาดการเงินกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงจากความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ
ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงปีหน้าที่จะเผชิญกับ Trump’s Uncertainty ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.45-33.65 บาท/ดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ใกล้โซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.45-33.55 บาทต่อดอลลาร์)
แม้ว่า เงินบาทจะมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ โดยเฉพาะในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 25 กุมภาพันธ์ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากเม็กซิโกและแคนาดา หลังจากที่ได้ชะลอการปรับขึ้นภาษีนำเข้าดังกล่าว
ซึ่งภาพดังกล่าวได้กดดันให้ เงินเปโซของเม็กซิโก (MXN) และเงินดอลลาร์แคนาดา (CAD) ทยอยอ่อนค่าลง อย่างไรก็ดี เงินบาทยังพอได้แรงหนุนอยู่บ้าง ตามการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่กลับมาแกว่งตัวแถวโซน 2,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงถูกกดดันจากแรงขายบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มความต้องการลงทุนในธีม AI
นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างก็รอลุ้น รายงานผลประกอบการของ Nvidia -3.1% ในช่วงวันพุธนี้ เพื่อประเมินทิศทางการลงทุนในธีม AI ทำให้โดยรวมดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ลดลง -1.21% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.50%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ย่อตัวลงเล็กน้อย -0.08% แม้ว่าตลาดหุ้นยุโรปจะถูกกดดันบ้าง จากความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทว่าตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นเยอรมนี ตอบรับผลการเลือกตั้งทั่วไปที่เป็นไปตามคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดและสอดคล้องกับผลโพลก่อนการเลือกตั้ง
ในส่วนตลาดบอนด์ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม รวมถึงมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่กลับมาเชื่อว่า เฟดจะสามารถทยอยลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ และอีก 1 ครั้ง ในปีหน้า แบบ Fully-Priced In ได้กดดันให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลงสู่ระดับ 4.38%
อย่างไรก็ดี เรากังวลว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีโอกาสรีบาวด์สูงขึ้นได้บ้าง ซึ่งต้องติดตามแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของเฟดได้
หลังล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากเม็กซิโกและแคนาดา หลังจากได้ชะลอการปรับขึ้นภาษีนำเข้าดังกล่าวในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เป็นระยะเวลา 1 เดือน
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ในลักษณะ Sideways Up หนุนโดยความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า
จะเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากเม็กซิโกและแคนาดา หลังจากที่ชะลอการขึ้นภาษีนำเข้าในช่วงก่อนหน้า ทำให้โดยรวมเงินดอลลาร์ทยอยปรับตัวขึ้นสู่โซน 106.8 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 106.4-106.8 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าเงินดอลลาร์จะทยอยแข็งค่าขึ้น ทว่า ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2025) ยังพอได้แรงหนุนจากการทยอยปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน
รวมถึงมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่กลับมากังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ อีกครั้ง ทำให้ ราคาทองคำสามารถปรับตัวขึ้นสู่โซน 2,960-2,970 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ในฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามผลการประชุมธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า BOK มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยลง 25bps สู่ระดับ 2.75% ตามแนวโน้มการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจและทิศทางอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลงเข้าสู่เป้าหมายของ BOK
ส่วนในฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานยอดการค้าระหว่างประเทศ (Exports & Imports) ในเดือนมกราคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจของไทย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ
นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และเฟด เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลักดังกล่าว
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เงินบาทกลับมาเคลื่อนไหวที่ระดับประมาณ 33.51-33.53 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงเช้าวันนี้ (9.45 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 33.51 บาทต่อดอลลาร์ฯ
หลังจากที่เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 4 เดือน ที่ 33.37 บาทต่อดอลลาร์ฯ เมื่อวานนี้ เงินบาทก็ทยอยอ่อนค่ากลับมาในช่วงเช้าวันนี้ แต่ยังคงเป็นภาพที่สอดคล้องกับทิศทางที่อ่อนค่าของสกุลเงินอื่น ๆ ในเอเชีย และการย่อตัวกลับลงมาบางส่วนของราคาทองคำในตลาดโลก (หลังทำ record high ครั้งใหม่เมื่อวานนี้)
ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ มีแรงประคองจากสัญญาณของ ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุย้ำถึงการเดินหน้าปรับขึ้นอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวของเงินบาทยังน่าจะเป็นการแกว่งตัวในกรอบ ในช่วงที่ตลาดยังคงรอติดตามผลการประชุม กนง. ในวันพรุ่งนี้อย่างใกล้ชิด
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 33.45-33.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ประเด็นเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และคู่ค้า ทิศทางสกุลเงินในภูมิภาค ฟันด์โฟลว์ ผลการประชุมธนาคารกลางเกาหลีใต้ รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้แก่ ข้อมูลดัชนีราคาบ้านเดือนธ.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.พ.







