thansettakij
thansettakij
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 24ก.พ.“แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย”  ที่ระดับ  33.55 บาทต่อดอลลาร์

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 24ก.พ.“แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” ที่ระดับ 33.55 บาทต่อดอลลาร์

24 ก.พ. 68 | 01:05 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ก.พ. 68 | 03:45 น.

ค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาอาจชะลอการแข็งค่าลงบ้าง ควรติดตามพัฒนาการสถานการณ์การเมืองเยอรมนี การเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่จะกระทบต่อทิศทางเงินยูโร ส่วนฟันด์โฟลว์ในตลาดทุนไทย มีโอกาสเห็นแรงขายทำกำไรสถานะถือครองบอนด์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติบ้าง

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 24ก.พ.2568 ที่ระดับ  33.55 บาทต่อดอลลาร์“แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ที่ระดับ  33.61 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่านับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 33.52-33.64 บาทต่อดอลลาร์)

 โดยเงินบาทได้แรงหนุนอยู่บ้าง ตามการจังหวะการย่อตัวลงบ้างของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดเพิ่มโอกาสเฟดเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง หรือ 50bps ในปีนี้ เป็นราว 80% จากรายงานดัชนี PMI ภาคการบริการของสหรัฐฯ ที่สำรวจโดย S&P Global ในเดือนกุมภาพันธ์

ซึ่งปรับตัวลดลงสู่ระดับ 49.7 จุด (ดัชนีต่ำกว่า 50 จุด สะท้อนถึงภาวะหดตัว) แย่กว่าที่ตลาดคาดไว้ว่าจะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 53 จุด พอสมควร อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนอยู่บ้าง จากความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัย หลังตลาดการเงินสหรัฐฯ อยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) นอกจากนี้ เงินบาทยังพอได้แรงหนุนอยู่บ้าง ตามการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD)

สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง หลังผู้เล่นในตลาดคลายกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ลงบ้าง อีกทั้งบรรดาสกุลเงินหลัก อย่าง เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ก็แข็งค่าขึ้นชัดเจน ตามความหวังว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะเดินหน้าทยอยขึ้นดอกเบี้ยได้เพิ่มเติมในปีนี้  

 

สำหรับในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ควรติดตามแนวโน้มการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน สถานการณ์การเมืองเยอรมนี หลังรับรู้ผลการเลือกตั้ง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ รวมถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

▪ฝั่งสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนมกราคม และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด

ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดเชื่อว่า เฟดมีโอกาสราว 85% ที่จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง หรือ 50bps ในปีนี้ และมีโอกาสราว 86% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 1 ครั้ง หรือ 25bps ในปีหน้า

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามแนวโน้มการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 โดยเฉพาะนโยบายกีดกันทางการค้า รวมถึงรอจับตาแนวโน้มยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ที่อาจทยอยสูงขึ้นได้ หลัง Department of Government Efficiency (DOGE) ได้ทยอยปลดพนักงาน/ข้าราชการในหลายหน่วยงานของสหรัฐฯ 

▪ฝั่งยุโรป – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการเลือกตั้งทั่วไปของเยอรมนี ซึ่งจะรับรู้ในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ตามเวลาประเทศไทย

 นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (IFO Business Climate) ของเยอรมนี ซึ่งอาจช่วยสะท้อนภาพกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงเข้าใกล้การเลือกตั้งของเยอรมนีได้ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว

ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานการประชุมล่าสุดของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB รวมถึง รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ที่สำรวจโดย ECB เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการปรับนโยบายการเงินของ ECB ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างเชื่อว่า ECB อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอีกราว 3 ครั้ง ในปีนี้   

▪ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI ของกรุงโตเกียว

รวมถึง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในส่วนของนโยบายการเงินนั้น ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) อาจลดดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 2.75% เพื่อช่วยหนุนภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอลงต่อเนื่อง

ท่ามกลางความกังวลปัญหาการเมือง ความเสี่ยงผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาล Trump 2.0 รวมถึงความเสี่ยงที่ความต้องการสินค้าประเภท Semiconductor อาจลดลง

โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า BOK จะสามารถลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 75bps สู่ระดับ 2.00% ในปีนี้ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ ตราบใดที่เงินวอนเกาหลี (KRW) ไม่ได้ผันผวนอ่อนค่าลงหนัก

ส่วนในช่วงสุดสัปดาห์ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคการบริการของจีน (Manufacturing & Services PMIs) เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน 

▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดการค้าระหว่างประเทศ (Exports & Imports) รวมถึงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ในเดือนมกราคม ทั้งนี้ ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

โดยเราคาดว่า กนง. จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.25% ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสม สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ อีกทั้งยังเป็นการรักษาขีดความสามารถ (Policy Space) เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นชัดเจน (อาทิ ความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาล Trump 2.0) 

สำหรับ แนวโน้มเงินบาท นั้น เราคงมองว่า เงินบาทอาจแกว่งตัวในลักษณะ Sideways และมีโอกาสที่จะทยอยแข็งค่าขึ้นได้บ้าง ตราบใดที่เงินบาทไม่ได้กลับมาอ่อนค่า จนทะลุโซนแนวต้าน 34.00-34.10 บาทต่อดอลลาร์

ทั้งนี้ เรามองว่า เงินบาทอาจยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นได้มากนัก หากราคาทองคำ (XAUUSD) เริ่มเข้าสู่ช่วงการพักฐาน (Correction) ซึ่งหากประเมินในเชิงเทคนิคัล ราคาทองคำก็เสี่ยงที่จะย่อตัวลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways

นอกจากนี้ เงินบาทก็อาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่ามากขึ้นได้ ในกรณีที่ ราคาทองคำเข้าสู่แนวโน้มขาลง หากราคาทองคำปรับตัวลดลงจนหลุดโซน 2,885 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างชัดเจน เมื่อประเมินจากกลยุทธ์ Trend-Following

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมาอาจชะลอลงบ้าง และโดยรวมเงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways โดยต้องจับตาทิศทางเงินดอลลาร์ รวมถึงราคาทองคำ (ที่เสี่ยงย่อตัวลง หรืออย่างน้อยก็แกว่งตัว Sideways)

ส่วนฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติในตลาดทุนไทย อาจยังมีความผันผวนอยู่พอสมควร และมีโอกาสเห็นแรงขายทำกำไรสถานะถือครองบอนด์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติได้บ้าง

ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า แม้เงินดอลลาร์จะอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า ทว่าการอ่อนค่าก็อาจชะลอลงบ้าง โดยเงินดอลลาร์อาจพอได้แรงหนุนอยู่ หากบรรยากาศในตลาดการเงินยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) หรือในกรณีที่อัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าคาด

นอกจากนี้ ควรติดตามพัฒนาการสถานการณ์การเมืองเยอรมนี หลังรับรู้ผลการเลือกตั้งและแนวโน้มการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่จะกระทบต่อทิศทางบรรดาสกุลเงินฝั่งยุโรป โดยเฉพาะเงินยูโร (EUR)

เราคงคำแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม อาทิ Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.30-33.85 บาท/ดอลลาร์

ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.45-33.70 บาท/ดอลลาร์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เงินบาทแข็งค่าทดสอบแนว 33.50 มาปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 33.48-33.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (9.10 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดปลายสัปดาห์ก่อนที่ 33.61 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นตามภาพรวมของสกุลเงินเอเชียอื่นๆ ที่ขยับแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ

ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ขาดปัจจัยใหม่ ๆ  มาหนุน ประกอบกับมีแรงกดดันบางส่วนจากการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ หลังจากตลาดบางส่วนกลับมาเพิ่มโอกาสความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 2 ครั้งในปีนี้ 

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 33.45-33.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ประเด็นเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และคู่ค้า ทิศทางสกุลเงินในภูมิภาค ฟันด์โฟลว์ และตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือนม.ค. ของยูโรโซน