thansettakij
thansettakij
จี้รัฐออกมาตรการหนุนธุรกิจก้าวสู่ Net Zero Emission

จี้รัฐออกมาตรการหนุนธุรกิจก้าวสู่ Net Zero Emission

08 ก.ย. 65 | 09:08 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ก.ย. 65 | 16:31 น.

ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ชู “ การซื้อขายคาร์บอนเครดิต-ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน” หนุนธุรกิจลดก๊าซเรือนกระจก ก้าวสู่ Net Zero Emission -ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ชี้ตลาดเติบโตสูง

ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า แรงกดดันทั้งจากคู่ค้าในยุโรปและแรงกดดันจากภายในส่งผลให้  ผู้ผลิตในเมืองไทยที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินมาตรฐานต้องเสียภาษีนั้น  

จี้รัฐออกมาตรการหนุนธุรกิจก้าวสู่ Net Zero Emission

ทำให้ผู้ประกอบการมีความจำเป็นต้องใช้ทั้ง 2เครื่องมือ คือ คาร์บอนเครดิต หรือใบรับรองพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดคาร์บอนทำให้มีความต้องการมากขึ้นในฝั่งดีมานด์  ขณะเดียวกันตลาดฝั่งซัพพลายหรือฝั่งผู้ขาย ไม่ว่าคาร์บอนเครดิตหรือใบรับรองมีความคึกคักเช่นกัน    

โดยเฉพาะการมีตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต และใบรับรองพลังงานหมุนเวียนเป็นเครื่องมือช่วยให้ประเทศและภาคธุรกิจมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และเป้าหมายการใช้พลังงานสะอาด

 “ ความตื่นตัวของบริษัทชั้นนำของโลกที่ตั้งเป้าหมาย Net zero emission รวมถึงเป้าหมายการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100%(กลุ่ม RE100) เห็นได้จากบริษัทที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากปี 2562 ที่มีเพียง 261 ราย ขยับสูงเป็น 378 รายในปัจจุบัน หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 13% โดยพบว่าเป็นบริษัทข้ามชาติที่ดำเนินธุรกิจในไทยไม่ต่ำกว่า 50 บริษัท ซึ่งจะทำให้มีความต้องการ REC ในไทยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย”

 

จี้รัฐออกมาตรการหนุนธุรกิจก้าวสู่ Net Zero Emission

นายณัฐพร ศรีทอง นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS กล่าวว่า ตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตของโลกจะเติบโตสูงถึง 15 เท่าตัวในช่วง 10 ปีข้างหน้า และ 100 เท่าตัวเมื่อมองไปถึงปี 2593 โดยตลาดมี 2 รูปแบบ คือ 1. ภาคบังคับ 2. ภาคสมัครใจ โดยผู้ประกอบการที่ต้องการลดก๊าซเรือนกระจกจะซื้อคาร์บอนเครดิตทดแทนการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยตัวเอง

จี้รัฐออกมาตรการหนุนธุรกิจก้าวสู่ Net Zero Emission

ส่วนผู้ขายจะเป็นองค์กรอื่นที่ดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกได้ตามมาตรฐาน เช่น Verified Carbon Standard (VCS/VERRA) และ Gold Standard ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับโลก หรือมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction: T-VER) ทั้งนี้ ราคาคาร์บอนเครดิตในแต่ละตลาดหรือแต่ละมาตรฐานจะมีความแตกต่างกัน

 

ปัจจุบันราคาคาร์บอนเครดิตโลกอยู่ที่ประมาณ 25 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตันคาร์บอนฯ ขณะที่ราคาคาร์บอนเครดิตไทยเฉลี่ยล่าสุดปี 2565 อยู่ที่ 107 บาท หรือประมาณ 3 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตันคาร์บอนฯ

 

ดร.ชัยสิทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ นักวิเคราะห์ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS กล่าวว่า ในรอบปีที่ผ่านมาพบว่า การซื้อขายใบรับรองพลังงานหมุนเวียน( REC) ในระดับโลกเติบโตอย่างก้าวกระโดด เช่น ใบรับรองภายใต้มาตรฐานของ The International REC Standard (I-REC) ที่นิยมใช้กันมากกว่า 30 ประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย มีการอ้างสิทธิ์เพิ่มขึ้นถึง 103% สำหรับในไทยเติบโตสูงถึง 135% และคาดว่าจะขยายตัวได้อีกมากในอนาคต

 

 “ผู้ประกอบการควรเตรียมพร้อมและศึกษาทำความเข้าใจการซื้อขายคาร์บอนเครดิตและ REC ไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะผู้ที่ส่งออกสินค้าไปยัง EU และสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มจะใช้มาตรการเก็บภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น ตลอดจนผู้ประกอบการที่ต้องการนำผลการดำเนินงานเหล่านี้ไปแสดงในรายงานความยั่งยืน เช่น One Report และประกอบการรับประเมินดัชนี Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) ขณะที่ภาครัฐควรสนับสนุนโครงการที่นำไปสู่คาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพสูง เป็นมาตรฐานสากล เนื่องจากโครงการแต่ละประเภทจะได้รับการยอมรับต่างกันหรือคาร์บอนเครดิตที่ได้ก็จะมีมูลค่าไม่เท่ากัน รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาแพลตฟอร์มในการซื้อขาย เช่น การนำเทคโนโลยี Blockchain มาประยุกต์ใช้ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างครบถ้วน”