
นายกทนายความ เบรก กกต. ยื่นศาล รธน.ตีความอำนาจศาลฎีกา เสี่ยงถูกยกคำร้อง
นายกสมาคมทนายความชี้ กกต.ยื่นศาล รธน.วินิจฉัยอำนาจศาลฎีกา ส่อไม่ชอบ เหตุไม่มีอำนาจร้องตรง เสี่ยงถูกยกคำร้อง ย้ำศาลฎีกามีอำนาจยับยั้งคำสั่งมิชอบตามกฎหมาย
KEY
POINTS
- นายกสมาคมทนายความฯ ท้วงติง กกต. ที่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง เพื่อให้วินิจฉัยอำนาจศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง
- ชี้ว่า กกต. ไม่มีอำนาจในการยื่นคำร้องโดยตรง และมีความเสี่ยงสูงที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยไม่รับคำร้อง
- ยืนยันว่า ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีอำนาจในการตรวจสอบและเพิกถอนคำสั่งของ กกต. ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้
- แนะว่าหาก กกต. มีข้อโต้แย้ง ควรยื่นคำร้องผ่านศาลฎีกาฯ เพื่อให้ส่งเรื่องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญตามขั้นตอนของกฎหมาย
นายกสมาคมทนายความฯ ออกโรงทักท้วง กกต.ปมยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยปัญหาอำนาจศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ชี้ กกต.ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องโดยตรง เสี่ยงถูกศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้อง พร้อมย้ำศาลฎีกาฯ มีอำนาจตรวจสอบและระงับคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปมคุณสมบัติ สว.
วันที่ 6 พ.ย. 2569 นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ได้ให้ความเห็นข้อกฎหมายบันทึกจากนายกสมาคมทนายความฯ ผ่านเพจสมาคมทนายความความว่า
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีหน้าที่ควบคุมดูแลการเลือก ส.ว. ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 (1) และ (2) การปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. จึงมีลักษณะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายบริหาร คำสั่งอันเป็นที่สุดของ กกต. จึงเป็นที่สุดเฉพาะฝ่ายบริหารในองค์กรนั้นๆ และต้องเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
แต่หากคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลย่อมมีอำนาจตรวจสอบและเพิกถอนคำสั่งที่ไม่ชอบดังกล่าวได้ เช่น มติคณะรัฐมนตรีที่เป็นคำสั่งสูงสุดและเป็นที่สุดของฝ่ายบริหาร แต่ศาลปกครองสูงสุดก็มีอำนาจที่จะเพิกถอนมติของคณะรัฐมนตรีอันเป็นที่สุดได้ หากมติดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 11 (2) เป็นต้น
การพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ว. ที่เป็นอำนาจของ กกต. หรือกรณีการใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 60 และมาตรา 62 ซึ่งบัญญัติให้คำสั่งของคณะกรรมการให้เป็นที่สุดนั้น หากมีข้อกล่าวหาว่า การใช้อำนาจหรือดุลพินิจของ กกต. เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากคำสั่งดังกล่าว ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาล เพื่อขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนคำสั่งอันมิชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวได้ อันเป็นไปตามหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ดังนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ซึ่งเป็นศาลยุติธรรมที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. และการเลือก ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 194 จึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของ กกต. ในการเลือก ส.ว. ได้
อย่างไรก็ตาม หาก กกต. เห็นว่า ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของ กกต. อันเป็นกรณีที่ กกต. โต้แย้งว่า การพิจารณาคดีของศาลฎีกาฯ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ กกต.ก็ชอบที่จะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ เพื่อขอให้ศาลฎีกาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 7 (1) และ 41 (2)
การที่ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเอง จึงไม่มีอำนาจ ชอบที่ศาลรัฐธรรรมญจะวินิจฉัยไม่รับคำร้อง







