
เกมรุก“ระบอบน้ำเงิน” สวมบทโหดนิติสงคราม สยบขั้วตรงข้าม
เกมรุก“ระบอบน้ำเงิน” สวมบทโหดนิติสงคราม สยบขั้วตรงข้าม : รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4242
KEY
POINTS
- เครือข่าย "ระบอบน้ำเงิน" เปิดเกมรุกใช้ "นิติสงคราม" โดยให้กลุ่ม สว. ยื่น ป.ป.ช. เอาผิด นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. เสียงข้างน้อย กรณีเปิดเผยข้อมูลคดีฮั้ว สว.
- การดำเนินการทางกฎหมายดังกล่าว ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นยุทธศาสตร์เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาของรัฐบาล และเพื่อสกัดกั้นการรื้อฟื้นความสงสัยในคดีฮั้ว สว.
- กลยุทธ์นิติสงครามยังถูกใช้จัดการความขัดแย้งภายในวุฒิสภาเอง ระหว่างกลุ่ม สว.เสียงข้างมาก และกลุ่ม สว.ที่เห็นต่าง ผ่านการยื่นตรวจสอบจริยธรรมร้ายแรง
ฉากทัศน์ทางการเมืองไทยในห้วงเวลานี้ กำลังก้าวเข้าสู่โหมดความขัดแย้งที่แหลมคมและทวีความเข้มข้นขึ้นตามลำดับ เมื่อกลไก "นิติสงคราม" ถูกนำกลับมายกระดับใช้อย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง ผ่านปฏิบัติการเดินเกมรุกทางการเมืองอย่างเป็นระบบของเครือข่าย “ระบอบน้ำเงิน” ที่เปิดฉากเอาคืนฝั่งตรงข้ามอย่างรวดเร็วและไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว
หลังจากที่กระแสมรสุมทางการเมือง คดีความสำคัญ รวมถึงการตรวจสอบการได้มาซึ่งอำนาจ เริ่มงวดเข้ามาและสร้างแรงกดดันต่อฝ่ายกุมอำนาจอยู่ในปัจจุบัน
สว.น้ำเงินยื่นป.ป.ช.ฟัน"สิทธิโชติ"
จุดเริ่มของเกมรุกระลอกใหม่ที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่ววงการเมือง ปรากฏชัดขึ้น เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 โดย พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) นำรายชื่อเพื่อนสมาชิก สว. รวม 5 คน เดินทางเข้ายื่นคำร้องอย่างเป็นทางการต่อ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ณ สำนักงาน ป.ป.ช.
โดยขอให้ดำเนินการไต่สวน นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียงข้างน้อยในคดี ฮั้ว สว.
จากกรณีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมวินิจฉัยลงมติและเหตุผลในสำนวนคดีฮั้ว สว. เข้าข่ายการกระทำผิด ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง และปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 และ มาตรา235
ชนวนเหตุสำคัญของการเคลื่อนไหวครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ นายสิทธิโชติ ได้ขึ้นเวทีเสวนาทางวิชาการของราชบัณฑิตยสภา ในหัวข้อ “คดีฮั้ว สว. : เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา โดยมีการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับมติการประชุม การวิเคราะห์พยานหลักฐาน บันทึกคำวินิจฉัย และ เหตุผลของ กกต.เสียงข้างน้อยในสำนวนคดีดังกล่าวต่อสาธารณชนอย่างตรงไปตรงมา
ในคำร้องของกลุ่ม 5 สว. ได้ระบุพฤติการณ์ความผิดของ นายสิทธิโชติ ไว้อย่างละเอียดว่า การนำรายละเอียดการลงมติรายประเด็น การระบุตัวบุคคล ข้อวิเคราะห์พยาน และเส้นทางการเงินในสำนวนคดีฮั้ว สว. ออกมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชนและสาธารณชน ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่เคารพมติที่ประชุมฝ่ายเสียงข้างมาก อีกทั้งยังเข้าข่าย
- การเปิดเผยความลับของทางราชการและการประชุม: สร้างความเสียหายต่อความเป็นธรรมของผู้ถูกร้อง กกต. เสียงข้างมาก รวมถึงพยานในสำนวน
- การฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง: ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม อิสระ และเป็นกลาง โดยหวั่นเกรงต่อกระแสสังคมหรือแรงกดดัน
- การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ: ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 234 และ มาตรา 235
ถอดรหัสเบี่ยงกระแสมรสุม
จากการวิเคราะห์ของนักการเมืองและนักวิชาการ มองว่า การเดินเกมรุกยื่นฟัน กกต.เสียงข้างน้อยในครั้งนี้ มีนัยสำคัญและซ่อนยุทธศาสตร์ทางการเมืองไว้หลายชั้น
1.กลบกระแสมรสุมและสภาวะขาลงของรัฐบาล
ปฏิบัติการนี้ถูกวางไว้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของสังคม จากสภาวะขาลง คะแนนนิยมที่ลดถอยลง และ มรสุมการเมืองรอบทิศที่กำลังรุมเร้ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทย
2.สยบความคลางแคลงใจในคดีฮั้ว สว.
แม้ผลการสอบสวนคดีฮั้ว สว. ในท้ายที่สุดจะถูกสรุปว่า เอาผิดได้เพียง 77 ราย (โดยมี สว.ชุดปัจจุบัน 26 ราย) ขณะที่บิ๊กการเมืองของพรรคภูมิใจไทยรอดพ้นข้อครหาไปได้ทั้งหมด
แต่การออกมาแฉยับของ นายสิทธิโชติ บนเวทีราชบัณฑิตฯ สุ่มเสี่ยงที่จะจุดชนวนความสงสัยและแรงต้านจากสังคมขึ้นมาอีกครั้ง การยื่นฟัน นายสิทธิโชติ จึงเป็นการ "สกัดไฟแต่ต้นลม"
3.การใช้"ดาบจริยธรรม"สยบขั้วตรงข้าม
รัฐธรรมนูญปี 2560 ได้วางกลไกเรื่องคุณสมบัติและมาตรฐานทางจริยธรรมไว้อย่างเข้มงวด โดยให้อำนาจ ป.ป.ช.ไต่สวนและส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และสิทธิเลือกตั้งสูงสุดถึง 10 ปี หรือตลอดชีวิต
ที่ผ่านมามีอดีตแกนนำและผู้นำรัฐบาลต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยดาบจริยธรรมมาแล้วหลายราย ไม่ว่าจะเป็น ช่อ-พรรณิการ์ วานิช รวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรีอย่าง นายเศรษฐา ทวีสิน และ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร
ศึกล้างแค้นสภาสูง
ความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่องค์กรอิสระภายนอก แต่ยังลุกลามภายในสภาสูงอย่างหนัก โดยเฉพาะการเผชิญหน้าระหว่าง “สว.เสียงข้างมากกลุ่มสีน้ำเงิน” กับ “สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่” ซึ่งมี นันทนา นันทวโรภาส เป็นหัวหอกสำคัญ
คดีปมบูลลี่ “สว.ขายหมู”: เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 สว. เสียงข้างมากจำนวน 130 เสียง ได้ลงมติยื่น ป.ป.ช.ให้สอบจริยธรรมร้ายแรง นันทนา จากกรณีใช้คำพูดด้อยค่า นางแดง กองมา สว. กลุ่ม 10 ว่าเป็น “สว. คนขายหมู” ซึ่งล่าสุด ป.ป.ช.มีมติเป็นเอกฉันท์ตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว
ข้อกล่าวหาปลอมเอกสารและลายมือชื่อ: นันทนา พร้อมด้วย สว. อีกราว 20 คน กำลังเผชิญข้อกล่าวหาว่าร่วมกันปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม โดยถูกร้องเรียนว่ามีการปลอมลายมือชื่อ สว. 2 ราย เพื่อใช้ประกอบการเข้าชื่อยื่นตรวจสอบ สว. กลุ่มสีน้ำเงิน
การเปิดศึกโต้กลับ: ฝั่ง สว.นันทนา ก็ไม่ได้นิ่งเฉย โดยได้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 เพื่อให้ไต่สวนเอาผิด คณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา จำนวน 18 คน ในความผิดตามมาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากกระบวนการสอบจริยธรรมเรื่องขายหมู พร้อมทั้งร่วมกับพรรคฝ่ายค้านในการผลักดันตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช. กรณีมติยกคำร้องคดีของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อีกด้วย
เครือข่ายน้ำเงินกินรวบประเทศ
ปรากฏการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตั้งแต่การใช้ สว. ยื่นฟัน กกต.เสียงข้างน้อย ไปจนถึงการเปิดศึกนิติสงครามสยบ สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างอำนาจการเมืองไทยในปัจจุบัน ที่ตกอยู่ในอุ้งมือของ “เครือข่ายสีน้ำเงิน” อย่างเบ็ดเสร็จและเด็ดขาด
ด้วยฐานเสียงในวุฒิสภาที่มีมั่นคงเกินกว่า 100 เสียง จากทั้งหมด 200 เสียง สว.เครือข่ายนี้จึงทำหน้าที่เป็น "ด่านตรวจคัดกรอง" และผู้ชี้ขาดตัวบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ และ หน่วยงานตรวจสอบสำคัญทั้งหมดของรัฐ ไม่ว่าการสรรหาจะผ่านกี่คณะกรรมการ แต่หากไม่ได้รับสัญญาณเห็นชอบจาก “สภาสูง” การนับหนึ่งใหม่ก็ต้องเกิดขึ้นเสมอ
ตราบใดที่โครงสร้างและองคาพยพในองค์กรอิสระ ยังถูกเซ็ตและควบคุมโดยสายสัมพันธ์ของ “ระบอบน้ำเงิน” การที่ขั้วตรงข้ามจะเขย่าหรือเปลี่ยนโมเมนตัมทางการเมืองเพื่อล้มดุลอำนาจนี้ จึงเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในฉากทัศน์ปัจจุบัน
แม้ว่า เรตติ้ง คะแนนนิยม หรือ ภาพลักษณ์ทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย ในสายตาประชาชนจะร่วงหล่นลงไปเพียงใดก็ตาม...
รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4242







