
‘อนุทิน’ ไม่ปิดประตูกล้าธรรมร่วมรัฐบาล รับการเมืองทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด
นายกฯ เผยในรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” กระแสกล้าธรรมร่วมรัฐบาล ยอมรับในทางการเมืองทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมดต้อง สร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐบาล ชู ครม.ผสมมืออาชีพ นักการเมือง ทำงานเป็นหนึ่งเดียว
KEY
POINTS
- นายกฯ อนุทิน ไม่ปิดโอกาสที่พรรคกล้าธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาล โดยระบุว่าในทางการเมืองทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้
- การตัดสินใจเพิ่มพรรคร่วมรัฐบาลต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก และต้องช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งและเสถียรภาพให้รัฐบาล
- ยังไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจนกรณีกระแสข่าวพรรคกล้าธรรมอาจโหวตไว้วางใจให้รัฐบาล โดยจะรอพิจารณาตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
24 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยในรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” ประเด็นกระแสจับตาความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองนอกกลุ่มพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคกล้าธรรม โดยนายกฯ กล่าวถึงกรณีความเป็นไปได้ในการเพิ่มพรรคร่วมรัฐบาลว่า ในทางการเมืองทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด แต่การตัดสินใจต้องไม่เกิดขึ้นเพื่อสยบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และต้องมองประโยชน์ประเทศเป็นหลัก
เมื่อถามว่ารัฐบาลซึ่งมีพรรคร่วมหลัก 2 พรรค มีโอกาสเพิ่มพรรคที่ 3 หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า การเป็นรัฐบาล นอกจากทำงานให้ประชาชนและประเทศแล้ว ยังต้องสร้างความเข้มแข็งและเสถียรภาพ เพื่อให้สามารถผลักดันนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด
“ในทางการเมือง ทุกอย่างเกิดขึ้นได้หมด แต่ไม่ใช่เพื่อเป็นการสยบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เราต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐบาล ความมีเสถียรภาพให้สูงสุด เพื่อที่เราจะได้ผลักดันนโยบายต่างๆ ของเราให้มันเป็นรูปธรรม” นายอนุทิน กล่าว
ต้องดูรอบคอบประเทศ-ประชาชนได้อะไร
นายอนุทิน ย้ำถึงกระแสความร่วมมือกับพรรคกล้าธรรมว่า ต้องพิจารณาทั้งสถานการณ์ ความจำเป็น ความร่วมมือ ความเข้าใจ รวมถึงผลลัพธ์ว่าประเทศและประชาชนจะได้อะไร รัฐบาลจะแข็งแรงขึ้นหรือไม่ และคนที่จะเข้ามามีศักยภาพช่วยงานเพียงใด
หากเงื่อนไขดังกล่าวเข้าเป้าหมายหลัก ทั้งประโยชน์ประเทศ ประโยชน์ประชาชน และความเข้มแข็งของรัฐบาลโอกาสที่มันเกิดขึ้นก็มี แต่ยังไม่ควรตั้งสมมุติฐานล่วงหน้า เพราะทุกการตัดสินใจต้องมีเหตุและสถานการณ์ประกอบก่อนจะนำไปสู่ผลทางการเมือง
อุบกล้าธรรมหนุนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ส่วนกรณีถูกถามว่า หากพรรคกล้าธรรมลงมติไว้วางใจรัฐบาลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะเกิดขึ้น จะถือเป็นการเปิดประตูสู่การเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายกฯ ระบุว่า ต้องรอให้เหตุเกิดขึ้นก่อน จึงค่อยพิจารณาผลที่ตามมา
นายอนุทิน กล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจถือว่าเป็นกระบวนการตามระบบรัฐสภา และเป็นสิทธิของฝ่ายค้านตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่ต้องการวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมเลือกใช้ผลงานและสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการเป็นคำตอบต่อประชาชนมากกว่าเปิดการปะทะทางการเมือง
“ตรงนั้นเป็นกระบวนการในระบบรัฐสภา ผมไม่วิพากษ์วิจารณ์ ผมถือว่าพวกเขาใช้สิทธิ์ของพวกเขา ซึ่งเป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ”นายอนุทิน กล่าว
ยันไม่มีระแสคลื่นใต้น้ำระหว่างพรรคร่วม
ขณะเดียวกันยังกล่าวถึงความสัมพันธ์ภายในรัฐบาล หลังถูกถามถึงกระแสคลื่นใต้น้ำ โดยยืนยันว่าไม่มีปัญหาระหว่างพรรคร่วม และระบุด้วยอารมณ์ขันว่า หากมีคลื่นก็เป็นระบบจากุซซี ที่ช่วยสนับสนุนให้การทำงานเดินหน้า ไม่ใช่ความขัดแย้งภายใน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้มีพรรคหลัก 2 พรรค แต่เมื่อเข้าสู่คณะรัฐมนตรีแล้ว ทุกโครงการที่ต้องผ่านมติ ครม. ถือเป็นผลงานของรัฐบาลร่วมกัน ไม่มีการแบ่งว่าเป็นผลงานของพรรคใด เพราะเป้าหมายสุดท้ายคือประชาชนและประเทศ ไม่ใช่การแข่งขันกันเอาหน้าทางการเมือง
ทั้งนี้ได้ยกโครงการป่าสัก–เจ้าพระยา–อ่าวไทย วงเงิน 165,000 ล้านบาท ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขึ้นเป็นตัวอย่าง โดยระบุว่า หากรัฐบาลมัวคิดว่าเป็นผลงานของพรรคใด โครงการขนาดใหญ่เช่นนี้อาจเดินหน้าไม่ได้ แต่รัฐบาลเลือกผลักดันเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมระยะยาว
“วันนี้ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมคิดการเมืองก่อนไม่ได้ ผมต้องคิดถึงบ้านเมืองก่อน ไม่ใช่การเมือง” นายกฯ กล่าว
ประเมินผลงานรัฐมนตรีเป็นที่น่าพอใจ
นอกจากนี้ยังได้ประเมินผลงานรัฐมนตรีมืออาชีพจากภายนอกว่าเป็นที่น่าพอใจ โดยกล่าวถึงนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ, นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ และ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ว่าแต่ละคนมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
ทั้งนี้มองว่า จุดแข็งของ ครม. คือการผสมคนจากภาคการเมือง ภาคราชการ และภาคมืออาชีพเข้าด้วยกัน คนจากการเมืองมีความใกล้ชิดประชาชน ขณะที่คนจากระบบราชการและวิชาชีพเข้าใจข้อจำกัดของกฎหมายและกลไกรัฐ สามารถช่วยกันหาทางออกเพื่อผลักดันนโยบายได้
นายกฯ ระบุช่วงท้ายว่า ตลอดการประชุม ครม. ไม่เคยมีความขัดแย้งจนเป็นปัญหาต่อการทำงาน และพรรคร่วมให้เกียรติซึ่งกันและกัน โดยมองว่าความมีเสถียรภาพทางการเมืองเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้รัฐบาลสามารถวางนโยบายระยะกลางและระยะยาว รวมถึงผลักดันมาตรการต่าง ๆ ได้รวดเร็วขึ้น







