
นายกฯ ถกครม. สัปดาห์นี้ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หลังราคาพุ่งสูง
นายกฯ ถกครม. สัปดาห์นี้ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หลังราคาพุ่งสูง ฝั่งคลังเปิดตัวเลขลดภาษีน้ำมัน ดีเซล-เบนซิน รัฐสูญรายได้สูงสุด 14,000 ล้านต่อเดือน
KEY
POINTS
- คณะรัฐมนตรี (ครม.) เตรียมพิจารณามาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลในสัปดาห์นี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น
- การลดภาษีจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของรัฐบาล โดยการลดภาษีดีเซลทุก 1 บาทต่อลิตร จะทำให้รายได้ลดลงประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อเดือน
- รัฐบาลต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน กับการรักษารายได้เพื่อเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์นี้ จะพิจารณาเรื่องของภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล โดยเราพยายามจะหาทางลด
“เรื่องของราคาน้ำมันเป็นผลมาจากต้นทุนราคาน้ำมันดิบที่ผันผวน นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลพยายามที่จะเปลี่ยนผ่านโครงสร้างของพลังงาน ให้พึ่งพาโครงสร้างของน้ำมันดิบน้อยที่สุด”
สรรพสามิตเก็บภาษีดีเซล 7.44 บาทต่อลิตร
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปัจจุบันกรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีน้ำมันดีเซลในอัตรา 7.44 บาทต่อลิตร ขณะที่น้ำมันกลุ่มเบนซินจัดเก็บภาษีในอัตรา 5.85-7.50 บาทต่อลิตร โดยหากรัฐบาลมีนโยบายปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและลดต้นทุนพลังงาน จะส่งผลกระทบต่อรายได้ภาษีของรัฐแตกต่างกันตามอัตราการปรับลดและประเภทน้ำมันที่ครอบคลุม
ทั้งนี้ ประเมินว่า การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันทุก 1 บาทต่อลิตร จะทำให้รายได้ภาษีจากน้ำมันดีเซลลดลงประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อเดือน และจากน้ำมันเบนซินลดลงประมาณ 800 ล้านบาทต่อเดือน หากปรับลดภาษีทั้งดีเซลและเบนซินในอัตราเดียวกัน จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้รวมประมาณ 2,800 ล้านบาทต่อเดือน
เปิดตัวเลขผลกระทบ ลดภาษีขั้นบันได
สำหรับแนวทางการปรับลดภาษีแบบขั้นบันได หากรัฐบาลลดภาษีดีเซลและเบนซินลง 1 บาทต่อลิตร จะกระทบรายได้ภาษีรวม 2,800 ล้านบาทต่อเดือน แต่หากลดภาษีเฉพาะดีเซล จะกระทบรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อเดือน
กรณีปรับลดภาษีทั้งดีเซลและเบนซินลง 3 บาทต่อลิตร จะทำให้รายได้ภาษีหายไปประมาณ 8,400 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่การลดภาษีเฉพาะดีเซลในอัตราเดียวกัน จะกระทบรายได้ประมาณ 6,000 ล้านบาทต่อเดือน
ส่วนกรณีลดภาษีน้ำมันทั้ง 2 ประเภทลง 5 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นอัตราที่เคยใช้ในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีประมาณ 14,000 ล้านบาทต่อเดือน หากลดเฉพาะดีเซลในอัตรา 5 บาทต่อลิตร จะกระทบรายได้ประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อเดือน
ขณะที่หากรัฐบาลเลือกปรับลดภาษีดีเซลเพียงประเภทเดียวในอัตรา 7 บาทต่อลิตร จะส่งผลให้รายได้ภาษีลดลงประมาณ 14,000 ล้านบาทต่อเดือนเช่นกัน
รัฐบาลต้องชั่งน้ำหนักลดภาระประชาชนกับรายได้รัฐ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นเครื่องมือหนึ่งที่รัฐบาลสามารถนำมาใช้บรรเทาภาระต้นทุนพลังงานได้ แต่ขณะเดียวกันก็มีต้นทุนทางการคลัง โดยเฉพาะหากเลือกปรับลดภาษีในอัตราสูงหรือครอบคลุมน้ำมันหลายประเภท
ดังนั้น การพิจารณามาตรการจึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนภาคธุรกิจ กับการรักษารายได้ของรัฐบาลสำหรับการใช้จ่ายและดูแลเสถียรภาพทางการคลังในระยะต่อไป







