
ตำรวจไทยลุยช่วย 2 หนุ่มญี่ปุ่น พ้นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขู่ฆ่า–บังคับตุ๋นเหยื่อ
พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร นำทีมตำรวจไทยลุยประสานช่วย 2 ชาวญี่ปุ่น พ้นเงื้อมมือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังถูกขู่ฆ่า–บังคับโทรหลอกเหยื่อ
ตำรวจไทยผนึกกำลังทางการญี่ปุ่น ผ่านระบบ SHIELD เร่งช่วย 2 ชายชาวญี่ปุ่น หลังถูกหลอกสมัครงานค่าตอบแทนสูง เดินทางเข้าไทย ก่อนถูกนำตัวข้ามแดนไปยังฐานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถูกขู่ฆ่า ยึดโทรศัพท์ บังคับโทรหลอกผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นวันละหลายร้อยสาย และเรียกค่าไถ่ เผยภายในฐานคาดมีเหยื่อร่วมขบวนการกว่า 2,000–3,000 คน
พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ต.ผดุงศักดิ์ รักษาสุข รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 และ พล.ต.ต.พศวีร์ เรืองภู่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือชายชาวญี่ปุ่น 2 ราย ซึ่งตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังถูกหลอกให้เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย ก่อนถูกนำตัวข้ามแดนไปบังคับทำงานหลอกลวงประชาชน เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569
ปฏิบัติการช่วยเหลือครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการประสานความร่วมมือระหว่างตำรวจไทยกับทางการญี่ปุ่น โดยทางการญี่ปุ่นได้ร้องขอความช่วยเหลือผ่านระบบ SHIELD และประสานตรงมายัง พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ซึ่งได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและดำเนินการช่วยเหลือผู้เสียหายโดยทันที ตามนโยบายของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ผลการประสานงานทำให้ชายชาวญี่ปุ่นทั้ง 2 รายสามารถกลับเข้าประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย ก่อนเข้าสู่กระบวนการคัดแยกผู้เสียหายตามขั้นตอน และได้รับการยืนยันว่าเป็น ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ขณะนี้อยู่ในการคุ้มครองตามกฎหมายของไทย
ลวงผ่านโซเชียลอ้างงานง่ายรายได้สูง
จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ชายชาวญี่ปุ่นทั้งสองรายพบประกาศรับสมัครงานผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยผู้รับสมัครอ้างว่าจะมีงานในประเทศไทยและได้รับค่าตอบแทนในอัตราสูง ใช้เวลาเดินทางและทำงานเพียงไม่กี่วัน ทำให้ผู้เสียหายสนใจและติดต่อกลับไป
กลุ่มผู้รับสมัครใช้แอปพลิเคชันสนทนาเป็นช่องทางติดต่อ พร้อมเสนอออกค่าใช้จ่ายทั้งตั๋วเครื่องบินและค่าที่พักให้ทั้งหมด เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและจูงใจให้ผู้เสียหายเดินทางเข้ามายังประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม เมื่อชายชาวญี่ปุ่นทั้งสองเริ่มสงสัยและพยายามขอยกเลิกการเดินทาง กลับถูกข่มขู่อย่างรุนแรง โดยอีกฝ่ายขู่ว่าจะสั่งฆ่า พร้อมกำชับไม่ให้บอกเรื่องดังกล่าวกับครอบครัวหรือบุคคลอื่น
ด้วยความหวาดกลัว ทั้งสองจึงตัดสินใจเดินทางเข้าประเทศไทย โดยเข้ามาในลักษณะนักท่องเที่ยว แต่ทันทีที่เดินทางมาถึง กลับไม่ได้เป็นไปตามที่ตกลงไว้
เปลี่ยนรถหลายทอดก่อนลอบข้ามแดน
หลังเข้าประเทศไทย ผู้เสียหายทั้งสองถูกนำตัวออกจากที่พักและเดินทางไปยังพื้นที่ชายแดนด้านตะวันตก โดยระหว่างทางมีการเปลี่ยนยานพาหนะหลายทอด เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
จากนั้นถูกนำพาข้ามแดนไปยังพื้นที่ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยพื้นที่ดังกล่าวมีกองกำลังติดอาวุธควบคุมและรักษาความปลอดภัย เมื่อเข้าสู่พื้นที่ ผู้เสียหายถูกควบคุมตัวและบังคับให้ทำงานหลอกลวงประชาชน โดยใช้โทรศัพท์ติดต่อเหยื่อชาวญี่ปุ่นเป็นหลัก
รูปแบบการทำงานคือ ให้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตำรวจ หรืออัยการ เพื่อสร้างความหวาดกลัวและหลอกให้เหยื่อหลงเชื่อ ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของขบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินหรือทรัพย์สิน
ผู้เสียหายให้ข้อมูลว่า ถูกบังคับให้โทรศัพท์หลอกลวงผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น วันละหลายร้อยสาย โดยไม่มีสิทธิเลือกว่าจะทำงานหรือไม่
ยึดโทรศัพท์–ไม่จ่ายค่าจ้าง–ขู่ส่งประเทศอื่น
ระหว่างถูกควบคุมตัว ชายชาวญี่ปุ่นทั้งสองไม่ได้รับค่าตอบแทนจากการทำงานแม้แต่บาทเดียว โทรศัพท์ส่วนตัวถูกยึด และถูกควบคุมอย่างเข้มงวด
นอกจากนี้ ยังถูกข่มขู่ว่าหากไม่ทำตามคำสั่ง อาจถูกส่งตัวไปยังประเทศอื่น ขณะที่หากต้องการเดินทางกลับบ้าน จะต้องจ่ายเงินในลักษณะค่าไถ่ให้กับขบวนการ
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้เสียหายทั้งสองอยู่ในภาวะถูกบังคับและไม่สามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้ด้วยตนเอง
กระทั่งทั้งสองสามารถหาโอกาสติดต่อครอบครัวและหน่วยงานของรัฐบาลญี่ปุ่นได้สำเร็จ ก่อนที่ข้อมูลจะถูกส่งต่อมายังทางการญี่ปุ่นและนำไปสู่การประสานขอความช่วยเหลือจากตำรวจไทย
ฐานเดียวอาจมีคนทำงาน 2,000–3,000 คน
ข้อมูลจากผู้เสียหายยังสะท้อนให้เห็นขนาดของเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ว่า ภายในพื้นที่ดังกล่าวคาดว่ามีผู้ทำงานอยู่ประมาณ 2,000–3,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ขณะเดียวกันยังพบชาวตะวันตกและชาวต่างชาติจากภูมิภาคอื่นๆ รวมอยู่ด้วย
คัดแยกชัดเป็น“เหยื่อค้ามนุษย์”
หลังสามารถช่วยเหลือชายชาวญี่ปุ่นทั้งสองกลับเข้าประเทศไทยได้แล้ว เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนการคัดแยกผู้เสียหาย โดยผลการคัดแยกยืนยันว่าทั้งสองเป็น ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์
ขณะนี้จึงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย และอยู่ในกระบวนการดูแลช่วยเหลือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยตำรวจไทยยังประสานงานกับทางการญี่ปุ่นเพื่อดูแลผู้เสียหายอย่างต่อเนื่อง
ตำรวจเตือน“งานดี เงินสูง”อาจเป็นกับดัก
สำนักงานตำรวจแห่งชาติฝากเตือนชาวต่างชาติและผู้ที่กำลังมองหางานในประเทศไทย ให้เพิ่มความระมัดระวังต่อประกาศรับสมัครงานผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะประกาศที่เสนอค่าตอบแทนสูงผิดปกติ ใช้เวลาเดินทางหรือทำงานเพียงไม่กี่วัน หรือผู้รับสมัครเป็นผู้จัดการเรื่องตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และค่าใช้จ่ายทั้งหมด
โดยเฉพาะกรณีที่ผู้สมัครถูกกำหนดให้เดินทางเข้าประเทศในฐานะนักท่องเที่ยว หรือใช้สิทธิยกเว้นการตรวจลงตรา ทั้งที่มีวัตถุประสงค์จริงเพื่อเข้ามาทำงาน ถือเป็นสัญญาณที่ควรตรวจสอบอย่างละเอียด เพราะอาจเป็นกลอุบายของขบวนการค้ามนุษย์
ผู้ที่จะเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยควรตรวจสอบทั้งเงื่อนไขการเดินทางเข้าเมือง ประเภทวีซ่า และใบอนุญาตทำงานให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อนเริ่มทำงาน รวมถึงตรวจสอบตัวตนของนายจ้าง สถานที่ทำงาน ลักษณะงาน และสัญญาจ้างให้ชัดเจน
หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเดินทางหรือการรับสมัครงาน สามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง หรือตำรวจท่องเที่ยวประจำท่าอากาศยานได้ทันที
หากตกอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อ สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง






