thansettakij
thansettakij
จนมุมทองหล่อ ตำรวจไทย-ญี่ปุ่นจับหัวหน้าใหญ่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่น

จนมุมทองหล่อ ตำรวจไทย-ญี่ปุ่นจับหัวหน้าใหญ่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่น

06 มิ.ย. 69 | 09:32 น.
อัปเดตล่าสุด :06 มิ.ย. 69 | 09:59 น.

รวบคาทองหล่อ ตำรวจไทยผนึกญี่ปุ่น จับ"ซาซากิ"หัวหน้าใหญ่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่น โกงพันล้านเยน พบเชื่อมโยงแก๊งค้ามนุษย์ในกัมพูชา เตรียมส่งตัวกลับประเทศดำเนินคดี

KEY

POINTS

  • ตำรวจไทยร่วมมือกับตำรวจญี่ปุ่นจับกุม "ซาซากิ" หัวหน้าใหญ่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวญี่ปุ่น ได้ที่ย่านทองหล่อ กรุงเทพฯ
  • ผู้ต้องหาเป็นบุคคลตามหมายจับของศาลนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น ในฐานะผู้สั่งการเครือข่ายหลอกลวง ที่สร้างความเสียหายหลายพันล้านเยน
  • นายซาซากิหลบหนีจากฐานปฏิบัติการในเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา เข้ามาซ่อนตัวในประเทศไทยก่อนถูกจับกุม

ตำรวจไทยเปิดปฏิบัติการร่วมตำรวจญี่ปุ่น จับกุม "ซาซากิ" หัวหน้าใหญ่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวญี่ปุ่น ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลนาโกยา ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สั่งการขบวนการหลอกลวงประชาชนญี่ปุ่น สร้างความเสียหายหลายพันล้านเยน และมีฐานปฏิบัติการในเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา ก่อนหลบหนีเข้ามาซ่อนตัวในไทย โดยถูกจับกุมได้ในย่านทองหล่อ กรุงเทพฯ ขณะที่การสืบสวนพบเครือข่ายเชื่อมโยงขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติ ซึ่งหลายประเทศกำลังเร่งกวาดล้าง

                                       พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตคม.ตร.) บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศ เดินหน้าปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านและฐานหลบซ่อน

ล่าสุด วันที่ 6 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของ สตม. และชุดสืบสวน กก.ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ บก.สส.สตม. ร่วมกันจับกุม นายซาซากิ อายุ 39 ปี สัญชาติญี่ปุ่น ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น ได้บริเวณย่านทองหล่อ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร

จากข้อมูลของทางการญี่ปุ่น ระบุว่า นายซาซากิ เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญระดับหัวหน้าขบวนการคอลเซ็นเตอร์ ที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ในเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา และมีบทบาทในการสั่งการเครือข่ายหลอกลวงประชาชนในประเทศญี่ปุ่น จนสร้างความเสียหายเป็นมูลค่าหลายพันล้านเยน

การจับกุมครั้งนี้ เป็นผลจากการสืบสวนขยายผลของตำรวจญี่ปุ่นที่ติดตามเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา ก่อนพบข้อมูลว่า นายซาซากิ เป็นผู้ควบคุมการดำเนินงานของขบวนการดังกล่าว และมีเครือข่ายเชื่อมโยงในหลายประเทศ กระทั่งทราบว่า หลบหนีเข้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทยพร้อมสมาชิกครอบครัว

ภายหลังได้รับข้อมูลดังกล่าว ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ประสานสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเร่งสืบสวนติดตามตัวอย่างใกล้ชิด จนสามารถระบุตำแหน่งและเข้าจับกุมได้สำเร็จภายในย่านทองหล่อ ก่อนควบคุมตัวเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย และเตรียมส่งตัวกลับประเทศญี่ปุ่นเพื่อดำเนินคดีตามหมายจับต่อไป

                                จนมุมทองหล่อ ตำรวจไทย-ญี่ปุ่นจับหัวหน้าใหญ่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่น

แหล่งข่าวด้านความมั่นคงเปิดเผยว่า เครือข่ายดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะการหลอกลวงทางโทรศัพท์เท่านั้น แต่ยังพบข้อมูลเชื่อมโยงกับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ใช้ประเทศกัมพูชาเป็นฐานปฏิบัติการ โดยมีพฤติการณ์นำพา หลอกลวง และบังคับบุคคลให้เข้าไปทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเข้าข่ายความผิดฐานค้ามนุษย์ข้ามชาติ และเป็นหนึ่งในปัญหาที่หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเร่งแก้ไขร่วมกัน

พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมืออันใกล้ชิดระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และขบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

"การดำเนินการไม่ได้มุ่งเพียงจับกุมผู้ปฏิบัติการระดับล่าง แต่เน้นขยายผลไปถึงผู้สั่งการและหัวหน้าขบวนการ เพื่อทำลายโครงสร้างเครือข่ายอาชญากรรมอย่างเป็นระบบ ไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นทางผ่านหรือแหล่งหลบซ่อนของผู้กระทำผิดอีกต่อไป" พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าว

ทั้งนี้ การจับกุมหัวหน้าใหญ่เครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ชาวญี่ปุ่นในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จสำคัญของการประสานความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นสัญญาณชัดเจนถึงการยกระดับมาตรการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติที่กำลังขยายตัวในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง