
ศาลฎีกาสั่งจำคุก “ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ” 8 เดือน คดีเสียบบัตรแทนกัน
ศาลฎีกานักการเมือง สั่งจำคุก 8 เดือน “ศรัณย์วุฒิ” ไม่รอลงอาญา คดีเสียบบัตรแทนกัน ชี้ร้ายแรง-บั่นทอนศรัทธาสภา ไม่รอลงอาญา เจ้าตัวยื่นอุทธรณ์สู้
KEY
POINTS
- ศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อดีต สส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย เป็นเวลา 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา
- ความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีให้ สส.รายอื่นใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์แสดงตน และลงคะแนนแทนในการประชุมสภาฯ เมื่อปี 2556
- ศาลชี้ว่า เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มีพฤติการณ์ร้ายแรง และกระทบต่อความเชื่อมั่นของฝ่ายนิติบัญญัติ
- นายศรัณย์วุฒิ ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เพื่อยื่นอุทธรณ์คดีต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษา “ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ” อดีต สส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย ผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและทุจริตต่อหน้าที่ จากกรณีให้บัตรอิเล็กทรอนิกส์อยู่ในความครอบครองของ สส.รายอื่น เพื่อนำไปแสดงตนและลงคะแนนแทนในการประชุมสภาฯ เมื่อปี 2556
ศาลเห็นเป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุม ชี้พฤติการณ์ร้ายแรง กระทบความเชื่อมั่นต่อฝ่ายนิติบัญญัติ พิพากษาจำคุก 1 ปี ลดโทษหนึ่งในสาม เหลือ 8 เดือน ไม่รอลงอาญา ขณะที่เจ้าตัวยื่นขอปล่อยชั่วคราว เพื่ออุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา และศาลอนุญาต
คดีเสียบบัตรแทนกันเกิดขึ้นปี 2556
เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2569 มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม 14/2568 ซึ่งอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อดีต สส.อุตรดิตถ์ เขต 2 พรรคเพื่อไทย กรณีการใช้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนกันในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2556 ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรนัดประชุมเป็นพิเศษเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ
โจทก์กล่าวหาว่า ขณะเกิดเหตุ นายศรัณย์วุฒิ เดินทางไปจังหวัดสุโขทัยและไม่ได้อยู่ในที่ประชุมสภาฯ แต่ได้ฝากบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ไว้กับ สส.รายอื่น เพื่อให้ใช้บัตรดังกล่าวแสดงตนและออกเสียงลงคะแนนแทนในการพิจารณาร่างกฎหมายหลายครั้ง
การกระทำดังกล่าวถูกกล่าวหาว่า เป็นการทำให้การแสดงตนและการออกเสียงลงคะแนนของสภาผู้แทนราษฎรเกิดความไม่สุจริตและบิดเบือน ขัดต่อรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมสภาฯ
ศาลชี้บัตรมีชื่อ-ภาพถ่ายใช้แทนกันโดยบังเอิญยาก
องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากพิเคราะห์พยานหลักฐานประกอบสำนวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.แล้ว เห็นว่า บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์มีภาพถ่าย ชื่อ และนามสกุลของ สส.เจ้าของบัตรอย่างชัดเจน จึงเป็นการยากที่ สส.รายอื่นจะนำไปใช้โดยสำคัญผิดหรือหยิบผิดโดยบังเอิญ
นอกจากนี้ การใช้บัตรเพื่อแสดงตนและลงคะแนนแต่ละครั้งต้องผ่านหลายขั้นตอน แต่ปรากฏว่า มีการนำบัตรของ นายศรัณย์วุฒิ ไปใช้แสดงตนและลงคะแนนแทนหลายครั้งอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวันที่เจ้าตัวไม่ได้อยู่ในที่ประชุม
ศาลเห็นว่า พฤติการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้ที่นำบัตรไปใช้ต้องทราบช่วงเวลาที่นายศรัณย์วุฒิไม่อยู่ในห้องประชุม และต้องมีบัตรอยู่ในความครอบครองเพื่อดำเนินการแทน
คะแนนลงมติสอดคล้องกับท่าทีเจ้าตัว-มติพรรค
ศาลยังพิเคราะห์ว่า การลงคะแนนแทนในมาตราต่าง ๆ ซึ่งเป็นการลงคะแนน “เห็นด้วย” มีความสอดคล้องกับการลงคะแนนของ นายศรัณย์วุฒิ ก่อนหน้านั้น รวมถึงสอดคล้องกับมติของพรรคการเมืองที่จำเลยสังกัด
ศาลเห็นว่า หาก สส.รายอื่นตัดสินใจนำบัตรของ นายศรัณย์วุฒิไปใช้ลงคะแนนโดยพลการ ย่อมมีความเสี่ยงที่จะถูกตรวจสอบในภายหลัง และอาจถูกดำเนินคดีได้หากเจ้าของบัตรออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้อนุญาต
จึงมีเหตุผลให้รับฟังว่า นายศรัณย์วุฒิ ยินยอมให้บัตรของตนไปอยู่ในความครอบครองของ สส.รายอื่น เพื่อใช้แสดงตนและลงคะแนนแทน
ไม่เชื่อคำอธิบายฝากบัตรไว้กับเจ้าหน้าที่
สำหรับข้ออ้างเรื่องการเก็บบัตร ศาลพิจารณาถึงคำให้การของนายศรัณย์วุฒิ ที่ระบุว่า หลังการประชุมไม่ได้เก็บบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์กลับไป และมี นางเสริมศรี ซึ่งเคยทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดูแลห้องประชุม เป็นผู้เก็บบัตรและนำไปเสียบจองที่นั่งให้เป็นประจำ
อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่า นางเสริมศรีถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ดูแลสำนักรักษาความปลอดภัย หรือ ตำรวจรัฐสภา ตั้งแต่เดือน พ.ค. 2556 ก่อนเกิดเหตุในคดีนี้ และมี นางสาวสายฝน ปฏิบัติหน้าที่ดูแลการประชุมแทน
จึงไม่เชื่อว่า นางเสริมศรี ยังคงมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดูแลและอำนวยความสะดวกภายในห้องประชุมในช่วงเกิดเหตุ
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบยังให้การว่า หาก สส.ลืมบัตรไว้ เจ้าหน้าที่จะรวบรวมและจัดเรียงไว้ เพื่อให้เจ้าของมารับคืน ไม่ได้นำบัตรไปเสียบเพื่อจองที่นั่งให้
ศาลไม่รับฟังข้ออ้างเรื่องบุคคลอื่นช่วยลงคะแนน
ส่วนกรณี นายนริศร ซึ่งเคยถูกศาลพิพากษา ในคดีเกี่ยวกับการนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของ สส.รายอื่นไปใช้แสดงตนและลงคะแนนแทนนั้น ศาลเห็นว่า การที่ นายนริศร ไปแจ้งความในปี 2568 ว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายศรัณย์วุฒิ เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ผ่านไปกว่า 10 ปี
ศาลเห็นว่า การแจ้งความดังกล่าวอาจเป็นการกระทำเพื่อช่วยเหลือจำเลยให้พ้นผิด มากกว่าจะเป็นการให้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในขณะเกิดเหตุ จึงมีพิรุธและไม่มีน้ำหนักเพียงพอ
ขณะเดียวกัน คำฟ้องในคดีของ นายนริศร ก็ไม่ได้ระบุว่า สส.เจ้าของบัตรที่นำไปใช้คือจำเลยในคดีนี้ และศาลในคดีดังกล่าวไม่ได้วินิจฉัยว่านายนริศรเป็นผู้นำบัตรของนายศรัณย์วุฒิไปใช้
ศาลชี้การลงคะแนนเป็นสิทธิเฉพาะตัว สส.
ศาลฎีกาฯ เห็นว่า การแสดงตนและการออกเสียงลงคะแนนเป็น สิทธิเฉพาะตัวของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) ผู้มีสิทธิออกเสียงต้องเป็นสมาชิกที่มาแสดงตนและอยู่ในที่ประชุมขณะที่มีการลงคะแนน
การให้ผู้อื่นนำบัตรไปแสดงตนและออกเสียงแทน จึงขัดต่อหลักการออกเสียงลงคะแนน ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 126 วรรคสาม ซึ่งกำหนดให้สมาชิกแต่ละคนมีหนึ่งเสียงในการออกเสียงลงคะแนน
รวมทั้งขัดต่อ ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2551 ข้อ 72 วรรคสาม ที่กำหนดว่า การออกเสียงลงคะแนนจะกระทำการแทนกันไม่ได้
ชี้กระทบความเชื่อมั่นต่อองค์กรนิติบัญญัติ
ศาลยังเห็นว่า การกระทำดังกล่าวไม่เพียงขัดต่อหลักเกณฑ์การลงคะแนนในสภา แต่ยังขัดต่อหลักการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งต้องอยู่บนหลักนิติธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม
การลงคะแนนแทนกันทำให้การพิจารณาและลงมติร่างกฎหมายเกิดขึ้นโดยไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของผู้แทนปวงชน และในคดีนี้ส่งผลให้การพิจารณาและลงมติร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวตกไป
ศาลจึงเห็นว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ เข้าข่ายความผิดตาม มาตรา 123/1 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542
พิพากษาจำคุก 1 ปี ลดเหลือ 8 เดือน ไม่รอลงอาญา
ศาลเห็นว่า ขณะเกิดเหตุ นายศรัณย์วุฒิเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประชาชน แต่กลับยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์แสดงตนและลงคะแนนแทน
พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องร้ายแรง และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนที่มีต่อองค์กรนิติบัญญัติ
ศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.ป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 จำคุก 1 ปี
อย่างไรก็ตาม จำเลยให้การในชั้นตรวจพยานหลักฐานที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ศาลจึงมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เหลือโทษจำคุก 8 เดือน
ส่วนเหตุที่จำเลยอ้างเรื่องอาการเจ็บป่วย ศาลเห็นว่า ยังสามารถได้รับการรักษาตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ได้ จึงไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษ ศาลจึงไม่รอการลงโทษจำคุก
“ศรัณย์วุฒิ”ยื่นขอปล่อยชั่วคราวเดินหน้าอุทธรณ์
ภายหลังมีคำพิพากษา นายศรัณย์วุฒิ ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว เพื่อดำเนินการ อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา
ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่ง อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยระหว่างชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์
คดีจึงยังมีขั้นตอนการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ต่อไป






