
“นครินทร์”ชี้ระบบ "สว.เลือกกันเอง”เป็นความผิดพลาดรัฐธรรมนูญ 2560
“นครินทร์”ชี้อำนาจ สว.ความชอบธรรมต่ำ ระบบ "สว.เลือกกันเอง ปี2567 เป็นความผิดพลาดรัฐธรรมนูญ 2560 แต่ต้องรับชะตากรรม ย้ำ รธน. ใหม่ต้องเป็นของทุกสี ไม่ใช่สีใดสีหนึ่ง
KEY
POINTS
- นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ว่า ระบบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) แบบเลือกกันเอง เป็นความผิดพลาดของรัฐธรรมนูญปี 2560
- ระบบที่มาของ สว. ดังกล่าว ทำให้วุฒิสภาขาดความชอบธรรมทางการเมือง เนื่องจากเป็นระบบที่ไทยคิดขึ้นใช้เองและไม่เคยมีประเทศใดใช้มาก่อน
- นครินทร์ยังเปิดเผยว่า กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เคยยอมรับว่า ระบบเลือก สว. ถือเป็นความผิดพลาดที่สุด และต้องยอมรับชะตากรรมที่เกิดขึ้น
วันนี้ (7 ก.ย.69) นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ บรรยายพิเศษในหัวข้อ “การเมืองและสังคมไทยสำหรับอนาคต” ให้กับนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 ในกิจกรรมเสวนาวิชาการ NDC'68 Symposium 2026 ภายใต้แนวคิด 'Resilient Thailand'
นายนครินทร์ ไล่เลียงพัฒนาการทางการเมืองไทยในช่วงต่างๆ ตามประวัติศาสตร์ โดยชี้ว่า ช่วงปี 2540 เป็นจุดเปลี่ยนของการปฏิรูปการเมืองใหม่ ที่นำมาสู่ฝ่ายบริหารที่มีความเข้มแข็ง มีการปฏิรูประบบรัฐสภา การเลือกตั้ง และออกแบบการเมืองใหม่ตลอดเวลา มีรัฐธรรมนูญปี 2540, 2549, 2550, 2557, 2558 และ 2560
"ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องระบอบการปกครองประเทศ เราสร้างบ้านแล้ว ไม่ตกลงปลงใจว่าจะใช้โครงสร้างเดิมไปโดยตลอด มีการรีโนเวทตลอดเวลา หรือต่อเติมบ้านตามอำเภอใจ"
นายนครินทร์ บรรยายต่อไปว่า ตลอดระยะเวลาในสมัยของรัชกาลที่ 10 ทั้งการเลือกตั้ง สส. การเลือก สว. และการจัดตั้งรัฐบาลผสมต่างๆ ทั้งการเข้ามาและสิ้นสุดของแต่ละรัฐบาลเป็นอย่างไร เราพอจะอธิบายกับคนไทยได้ แต่จะอธิบายให้ชาวต่างชาติ หรือ นักวิชาการต่างประเทศให้เข้าใจนั้น ถือเป็นเรื่องยากมาก ต้องอธิบายเพื่อความซับซ้อน
"ทำไมต้องยุบพรรคต่างๆ ก็เพราะกฎหมายกำหนดไว้แบบนี้ไม่มีทางเลือกอย่างอื่น เราอยู่ในสภาวะแบบนี้ ก็ต้องทำแบบนี้"
ขณะที่การสรรหาบุคคลเข้ามาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ก็มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้มีความเคลือบแคลงไม่แน่นอน และปัญหาทางกฎหมายหลายเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น เรื่องประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เองก็มีปัญหา
"การใช้อำนาจของวุฒิสภามีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับต่ำ ผมอาจจะพูดแรงเกินไป แต่ถ้าเราไม่ปิดหูปิดตาก็จะเห็นได้ว่า (ความชอบธรรม) ไม่สูงมาก เนื่องจากระบบที่มาคือ การเลือกกันเอง ที่เราคิดกันเอง ใช้กันเอง โดยไม่เคยมีใครใช้" นครินทร์กล่าว
เช่นเดียวกับรัฐบาลส่วนกลาง ที่มีปัญหาเนื่องจาก กรม มีสถานะเป็นนิติบุคคล มีอำนาจของตนเองและทำให้เกิดความซ้ำซ้อน ไม่สามารถยกเลิกได้ ส่วนภูมิภาคก็มีความคลุมเครือ มีจำนวนมาก ขนาดเล็กและประสิทธิภาพต่ำ ไม่มีศักยภาพรองรับทั้งให้บริการสาธารณะขนาดใหญ่ หรือประเภทใหม่ๆ
สังคมไทยในเวลานี้มีความคาดหวังและข้อเรียกร้องสูงมากในทุกเรื่อง แต่ขณะเดียวกัน ก็มีความขัดแย้ง (cleavages) ที่เกิดจากความหลากหลายมิติทั้งเรื่องชนชั้น การทำงาน รสนิยม การศึกษา ทัศนคติ นำมาสู่การไม่ยอมรับอำนาจการปกครองในหลายลักษณะ เช่น ปัญหาสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ตนเองเชื่อว่าไม่น่าจะจบในช่วงชีวิตของตนเอง
นายนครินทร์ ระบุว่า รัฐธรรมนูญ สถาบันการเมือง และสถาบันสังคมต่างๆ มีความชอบธรรม อำนาจในการดำเนินการต่างๆ ต้องได้รับการยอมรับจากประชาชน เช่นเดียวกับความไว้วางใจซึ่งเป็นคุณค่าอย่างสูงมากในทางการเมือง ปัญหาคือ รัฐธรรมนูญไทย มีทั้ง 2 ประการอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ เช่น ความไว้วางใจต่อการจัดการเลือกตั้งค่อนข้างต่ำ รวมถึงการทำประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 2 ครั้งก่อนหน้า เพื่อให้ประชาชนยอมรับ
อย่างไรก็ตาม การทำประชามติเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลถูกบีบบังคับให้ทำประชามติหรือไม่ โดยประชาชนได้ลงมติเสียงข้างมากเห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ยังมีข้อติดขัดทั้งในทางกฎหมายและทางการเมือง ว่าจะมีผลในการปฏิบัติได้อย่างไร หากปัญหานี้ค้างคาไปเรื่อยๆ อนาคตก็อาจจะไม่มีการทำประชามติอีก
สำหรับอนาคตของการเมืองไทย นายนครินทร์ มองว่า ยังมีความพร่ามัวไม่แน่นอนและคาดเดาได้ยาก ซึ่งอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันในลักษณะหนึ่งลักษณะใดก็ได้ หรือ อาจไม่เกิด แต่สะสมความคับข้องใจ ความอึดอัด ความอิหลักอีเหลื่อ เดินหน้าไม่ได้ ถอยหลังไม่ได้ ความคาดหวังของคนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงก็จะยกระดับขึ้น แต่การยกระดับนั้นจะไม่มีทิศทาง กระจัดกระจาย เพราะคนไทยความหวังไม่ตรงกัน
"หากเรากระจัดกระจายแบบไม่มีทิศทาง จะเป็นสิ่งที่ไม่น่าพึงปรารถนาสำหรับทิศทางทางการเมืองในอนาคตเลย" นครินทร์กล่าว
นอกจากนี้ นายนครินทร์ ยังกล่าวถึงปัญหาความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ หนี้สาธารณะ ที่จะเหนี่ยวรั้งการพัฒนาของการเมืองไทย จนมีการวิเคราะห์กันโดยผู้เชี่ยวชาญว่า ต่อไปก็จะถดถอยลงไปเรื่อยๆ
รวมถึงการมีสังคมย่อยๆ อยู่ภายในสังคมไทยโดยรวม แบ่งแยกคนออกเป็นหลายชนชั้นอย่างตายตัว ปัญหาที่ตามมาจะชัดมาก เพราะการขยับข้ามสังคมจะมีความยากลำบากได้ การศึกษาก็คาดหวังไม่ได้ ต้องอาศัยอำนาจมืด อำนาจใต้ดิน หรืออำนาจพิเศษ ในการขยับเคลื่อนสถานะ
"พวกเราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา สังคมและการเมืองไทยพัฒนาไปตามนิสัยใจคอของคนไทย หรือพูดแบบหยาบๆ ก็คือ สันดานของคนไทยเอง"
นายนครินทร์ ชี้ว่า สังคมการเมืองยึดโยงกันไว้ด้วย “อำนาจ” การรวมกลุ่มก็คือ อำนาจชนิดหนึ่ง อำนาจเงิน อำนาจราชการ อำนาจกฎหมาย อำนาจรัฐธรรมนูญ อำนาจข้อมูลข่าวสาร อำนาจประเพณี อำนาจศาสนา สังคมการเมืองจะมั่นคงสถาพร มีความไว้วางใจต่อกันได้ ยอมรับกันได้ สังคมนั้นต้องใช้ “อำนาจนำ” ซึ่งมีความชอบธรรม ทั้งที่มา เนื้อหา กระบวนการ และเป้าหมาย อำนาจนำที่ชี้นำสังคมไทยได้จริงๆ จะทำให้เราอยู่ร่วมกันได้
"ผมหวังว่าการเปลี่ยนผ่านของสังคม องค์กร สถาบัน หน่วยงานการปกครองตามอายุขัย ทุกองค์กรมีอายุขัย เช่นเดียวกับผมซึ่งอยู่เกินวาระมานานเกินไป หวังว่า จะมีความสันติสุขเรียบร้อย และเป็นที่พึงพอใจกัน แต่หากเปลี่ยนแล้วไม่เรียบร้อย เช่นหากเปลี่ยนอธิบดีใหม่แล้วเรียบร้อยก็ดี แต่หากเปลี่ยนแล้วไม่เรียบร้อยองค์กรนั้นจะเละแน่นอน" นายนครินทร์ กล่าว
จากนั้นได้เปิดโอกาสให้นักศึกษา วปอ. 68 สอบถาม โดย รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล ตั้งคำถามว่า มีแนวคิดของนักวิชาการอาวุโสมองว่า การเมืองไทยเป็นการเมืองแบบคุมเชิง ตั้งแต่สมัยโบราณมาจนปัจจุบัน ซึ่งเป็นทั้งโอกาสและอุปสรรคในการเปลี่ยนผ่านสังคมไทยไปด้วย มองว่า สถานการณ์ปัจจุบันยังคงคุมเชิงกันอยู่หรือไม่ คือไม่มีใครมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และในวันหน้าอาจยังคุมเชิงกันอยู่แบบนี้ เราจะอยู่กันอย่างไร
นายนครินทร์ ตอบว่า เราอยู่กันแบบนี้เพราะเราอุปนิสัยใจคอเป็นแบบนี้ เราก็คงต้องคุมเชิงกันไปเรื่อยๆ และช่วงชิงโอกาส จังหวะ หากช่วงไหนทำได้ก็ทำ แต่เวลาทำต้องคำนึงว่า คนอื่นยอมรับหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อทำแล้วยั่งยืนหรือไม่ มีสัมฤทธิผลหรือไม่ ประโยชน์สุขตกอยู่กับคนส่วนใหญ่ หรือตกอยู่กับเพียงพวกพ้อง ซึ่งยังคงเป็นปัญหาของการเมืองไทยในระยะยาว
"ผมก็สงสัยว่าจะคุมเชิงอยู่ได้อีกกี่ปี สุดท้ายเราจะแพ้ภัยอายุขัยของตนเอง เรื่องนิสัยใจคออาจจะพอเปลี่ยนกันได้บ้าง เพราะผู้นำที่มีบารมีจะส่งต่ออำนาจให้กับลูกหลาน เช่น เจ้าพ่อที่ส่งต่ออำนาจให้กับรุ่นลูก ซึ่งจะนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงขององค์กรหรือหน่วยงาน"
นายธนพร ตั้งคำถามอีกว่า กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ทำให้เกิดข้อกังวลว่า จะได้ผลลัพธ์เป็นรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นของสีน้ำเงิน หรือสีน้ำเงินเข้มหรือไม่
นายนครินทร์ ย้ำว่า รัฐธรรมนูญต้องเป็นของทุกสี ทุกสีต้องมีพื้นที่แสดงออกเหมือนกัน และได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ แต่ปัญหาคือกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่เรายังไม่แน่ใจว่า จะทำจริงหรือไม่ หรือให้ใครยกร่าง ที่ผ่านมามักให้ผู้เชี่ยวชาญมาร่าง แต่บางครั้งผู้เชี่ยวชาญพารัฐธรรมนูญลงเหวได้เหมือนกัน
นายนครินทร์ กล่าวด้วยว่า เคยได้รับฟังจากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ฉบับปี 2560 ที่ระบุว่า มีความเสียใจมากที่สุด ไม่รู้จะทำอย่างไร เป็นความผิดพลาดของ กรธ. คือระบบการเลือก สว. ถือเป็นความผิดพลาดที่สุด เราทำมาแบบนี้ ก็ต้องรับชะตากรรมแบบนี้ ปัญหาคือเราจะยอมรับต่อไปหรือจะปรับปรุงแก้ไข พร้อมย้ำว่า รัฐธรรมนูญไม่ใช่ของสีใดสีหนึ่ง แต่รัฐธรรมนูญควรเป็นของทุกคน






