
ศาล รธน.ไต่สวน 5 พยานคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง สั่งห้ามเผยแพร่ข้อมูลเด็ดขาด
ศาลรัฐธรรมนูญเริ่มไต่สวนพยาน 5 ปากคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง สั่งงดถ่ายทอดทางภาพ-เสียงตามคำขอ กกต. กำชับห้ามเผยแพร่ข้อมูลไต่สวนโดยเด็ดขาด ประธานกกต.ร่วมสังเกตการณ์
KEY
POINTS
- ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยาน 5 ปาก ในคดีที่ กกต. จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส. ที่มีบาร์โค้ด และ QR Code
- คดีดังกล่าวเกิดจากข้อร้องเรียนว่า บาร์โค้ดบนบัตรอาจทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับ และสามารถระบุตัวตนผู้ใช้สิทธิได้
- ศาลมีคำสั่งให้การไต่สวนเป็นความลับ โดยงดการถ่ายทอดสด และห้ามผู้เข้าร่วมเผยแพร่ข้อมูลโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันมาตรการความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้งรั่วไหล
ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยาน 5 ปาก ในคดีปมการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่มีการใช้รหัสแท่ง หรือบาร์โค้ด และ QR Code โดยศาลมีคำสั่งงดการถ่ายทอดสดทั้งภาพและเสียงการไต่สวน พร้อมกำชับบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ภายในห้องพิจารณาคดี ห้ามนำข้อมูลที่ได้รับจากการไต่สวนไปเผยแพร่ต่อบุคคลภายนอกโดยเด็ดขาด
วันนี้ (26 ส.ค. 69) เวลา 10.30 น. ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานในคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 เรื่อง และมีความเห็นส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณี คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง หรือบาร์โค้ด รวมถึง QR Code
ผู้ร้องเห็นว่า ลักษณะของบัตรเลือกตั้งดังกล่าว อาจทำให้สามารถสืบทราบหรือตรวจสอบย้อนกลับถึงตัวตนของผู้ลงคะแนน รวมถึงผลการลงคะแนนได้ ซึ่งอาจส่งผลให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ และอาจขัดต่อหลักการตามรัฐธรรมนูญหลายมาตรา ได้แก่ มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224
ไต่สวนพยาน 5 ปาก
สำหรับการไต่สวนในวันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้เรียกพยานมาให้ข้อมูลจำนวน 5 ปาก เพื่อประกอบการพิจารณาคดี ประกอบด้วย
1.นางนิตรีญา รัตนทัศนีย์ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ สำนักงาน กกต.
2.นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักงาน กกต.
3.นายภาคภูมิ ภูอุดม กรรมการบริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)
4.นางกัญญาณัฐ พิกุลทอง กรรมการบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด
5.นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.
นอกจากนี้ ศาลยังอนุญาตให้ กกต. โดยว่าที่ร้อยตรีภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. สาธิตกระบวนการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง เพื่อให้ศาลได้เห็นขั้นตอนและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง
ในการไต่สวนครั้งนี้ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ได้เดินทางมาร่วมสังเกตการณ์ด้วย
ศาลห้ามเผยแพร่ข้อมูลการไต่สวน
ก่อนเริ่มการไต่สวน นายวิรุฬห์ แสงเทียน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ไต่สวน ได้แจ้งต่อคู่กรณีถึงแนวทางการพิจารณาคดี โดยระบุว่า ประธาน กกต. และบริษัทผู้พิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส. ได้ยื่นคำขอไม่ให้มีการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย
ศาลได้พิจารณาคำขอดังกล่าวแล้วเห็นว่า บัตรเลือกตั้งถือเป็นอุปกรณ์สำคัญของกระบวนการเลือกตั้ง สส. และบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 แบบ มีมาตรการป้องกันการปลอมแปลงและการทุจริตอยู่หลายประการ ซึ่งรายละเอียดของมาตรการดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง
ศาลเห็นว่า หากมีการเปิดเผยรายละเอียดของมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งต่อสาธารณะ อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของมาตรการรักษาความปลอดภัย เนื่องจากผู้ไม่หวังดีอาจนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้เพื่อหลีกเลี่ยงหรือทำลายระบบป้องกันการปลอมแปลงและการทุจริตบัตรเลือกตั้งได้
ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงเห็นว่า การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว อาจทำให้มาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งเสื่อมประสิทธิภาพ และอาจกระทบต่อความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมือง รวมถึงอาจส่งผลให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม
ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคำสั่งให้งดการถ่ายทอดสดทั้งภาพและเสียงในการไต่สวนพยานในวันนี้ เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ และกำหนดให้บุคคลที่อยู่ภายในห้องพิจารณาต้องเป็นบุคคลที่ศาลอนุญาตเท่านั้น ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง
พร้อมกันนี้ ศาลได้กำชับบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ภายในห้องพิจารณาคดี ไม่ให้เผยแพร่ข้อมูลหรือรายละเอียดใด ๆ ที่ได้รับจากการไต่สวนในวันนี้ไปยังบุคคลภายนอกโดยเด็ดขาด
การไต่สวนครั้งนี้เป็นอีกขั้นตอนสำคัญในการพิจารณาข้อร้องเรียนเกี่ยวกับรูปแบบและการจัดทำบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด และ QR Code โดยศาลจะรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานจากผู้เกี่ยวข้อง ก่อนนำไปประกอบการวินิจฉัยว่าการดำเนินการของ กกต. ในประเด็นดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและหลักการจัดการเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่






