thansettakij
thansettakij
เงินกู้ 4 แสนล้านชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังไม่ผ่านด่าน “ความคุ้มค่า”

เงินกู้ 4 แสนล้านชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังไม่ผ่านด่าน “ความคุ้มค่า”

12 ส.ค. 69 | 06:24 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ส.ค. 69 | 06:32 น.

เงินกู้ 4 แสนล้านชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังไม่ผ่านด่าน “ความคุ้มค่า” : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,226

KEY

POINTS

  • ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อแก้วิกฤตพลังงานนั้นชอบด้วยกฎหมาย
  • ผู้เชี่ยวชาญและตุลาการเสียงข้างน้อยแสดงความกังวลถึงความคุ้มค่าและความจำเป็นเร่งด่วน โดยชี้ว่าเศรษฐกิจยังไม่ถึงขั้นวิกฤต และแผนงานบางส่วนเป็นโครงการระยะยาว
  • แม้จะผ่านด่านกฎหมาย แต่รัฐบาลยังมีความท้าทายในการพิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และ วินัยการคลังในการใช้เงินกู้ เพื่อไม่ให้สร้างภาระหนี้สาธารณะโดยสูญเปล่า

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 8/2569 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ยุติข้อกังขาทางกฎหมายว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ด้วยมติ 7 ต่อ 2 รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล จึงมีความชอบธรรมทางกฎหมายที่จะเดินหน้าโครงการตามแผน

แต่คำวินิจฉัยนี้มิใช่ “เช็คเปล่า” ศาลรับรองเพียงว่า การตราพระราชกำหนดผ่านเงื่อนไข “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” ขณะที่ตุลาการเสียงข้างน้อย 2 คน เห็นว่า การนำเงินไปใช้กับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน การพัฒนาทักษะ และนวัตกรรม เป็นนโยบายพัฒนาระยะยาวมากกว่าการแก้วิกฤตฉุกเฉิน นี่คือสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

ที่น่าสนใจคือ พยานผู้เชี่ยวชาญทั้ง 4 ที่เสนอต่อศาล ต่างมีข้อกังวลร่วมกัน 

ศ.ดร.อรพิน ผลสุวรรณ์ สบายรูป ชี้ว่า เศรษฐกิจไทยแม้ชะลอตัว แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต และส่วนการเปลี่ยนผ่านไม่มีแผนงานที่เป็นรูปธรรม

ศ.ดร.สุปรียา แก้วละเอียด ยํ้าว่า การชี้ว่าเป็นภาวะวิกฤตต้องมีข้อมูลเชิงเศรษฐศาสตร์ชัดเจน และมาตรการต้องแก้ปัญหาได้จริง

รศ.ดร.เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล เตือนว่า หนี้สาธารณะต่อ GDP แตะร้อยละ 66.66 ใกล้เพดานร้อยละ 70 ทำให้พื้นที่ทางการคลังหดแคบ

ดร.สมชัย จิตสุชน เตือนว่าเงินกู้พิเศษ “อาจเบียดบังรายจ่ายอื่นที่มีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากกว่า” และการเปลี่ยนผ่านต้องอาศัยเวลา จึงยังไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ

ประเด็นร่วมของนักวิชาการจึงชัดเจน คือ วินัยการคลัง ความคุ้มค่า ความพร้อมของหน่วยงาน และ ต้นทุนค่าเสียโอกาส ที่สำคัญ ศาลเองก็กำชับในคำวินิจฉัยว่า คณะรัฐมนตรีต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ คำวินิจฉัยจึงเปิดประตูให้กู้ แต่ก็ตีกรอบความรับผิดชอบไว้ด้วย

ในส่วนเงินก้อน 2 แสนล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลวางหลายโครงการที่น่าสนับสนุน ทั้งโซลาร์รูฟท็อป 5 แสนถึง 1 ล้านครัวเรือน โดยอุดหนุนรายละ 50,000 บาท พร้อมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ผ่อนคืนจากส่วนต่างค่าไฟ และการเปลี่ยนรถสาธารณะสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ล้วนช่วยลดนำเข้าก๊าซธรรมชาติที่สูงถึงร้อยละ 60 และลดค่าไฟระยะยาว

แต่นี่คือ จุดที่ต้องระวังที่สุด เพราะเป็นการลงทุนโครงสร้างระยะกลางถึงยาว ตรงกับข้อห่วงใยของเสียงข้างน้อยและนักวิชาการพอดี การนำเงินกู้ฉุกเฉินไปใช้กับงานที่ต้องใช้เวลาหลายปี ย่อมเสี่ยงกลายเป็นหนี้ผูกพันโดยขาดความเร่งด่วนที่แท้จริง

รัฐบาลจึงต้องพิสูจน์ว่าเงินทุกบาทถูกใช้อย่างคุ้มค่า 

คณะกรรมการกลั่นกรองที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน ต้องคัดกรองให้ทุกโครงการมีเจ้าภาพชัดเจน มีตัวชี้วัดที่จับต้องได้ และกำหนดเบิกจ่ายที่รัดกุม ไม่ใช่อนุมัติบนกรอบกว้างเกินไปอย่างที่ผู้ร้องท้วงติง

“ฐานเศรษฐกิจ” เห็นด้วยกับเจตนารมณ์การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งเป็นทิศทางที่ประเทศต้องเดิน แต่ความชอบด้วยกฎหมายไม่ได้การันตีความสำเร็จ 

เส้นแบ่งระหว่าง “การลงทุนเพื่ออนาคต” กับ “หนี้ที่สูญเปล่า” อยู่ที่วินัย ความโปร่งใส และความคุ้มค่า รัฐบาลผ่านด่านศาลแล้ว แต่ด่านที่ยากกว่าคือการพิสูจน์ต่อประชาชนว่า เงินกู้ 4 แสนล้านบาทนี้ จะไม่กลายเป็นหนี้ที่คนไทยต้องแบกรับ โดยไม่ได้อนาคตทางพลังงานที่มั่นคงกลับคืนมา

บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 46  ฉบับที่ 4,226 วันที่ 13 -15 สิงหาคม พ.ศ. 2569