
เบื้องหลังโหวต 4 รอบ "อุดม สิทธิวิรัชธรรม" นั่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่
เบื้องลึกเกมชิงอำนาจตุลาการ เปิดไทม์ไลน์ 4 รอบโหวตสุดระทึก ก่อน "อุดม สิทธิวิรัชธรรม" เฉือนชนะ "จิรนิติ หะวานนท์" นั่งเก้าอี้ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ต่อจาก "นครินทร์ เมฆไตรรัตน์"
KEY
POINTS
- นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ หลังสิ้นสุดภาวะสุญญากาศที่ยาวนานเกือบ 2 ปี
- กระบวนการคัดเลือกต้องมีการลงคะแนนเสียงถึง 4 รอบ เนื่องจาก 3 รอบแรกมีคะแนนเสมอกันระหว่างนายอุดมและนายจิรนิติ หะวานนท์ ที่ 4 ต่อ 4 โดยมีตุลาการ 1 ท่านงดออกเสียง
- นายอุดมชนะการโหวตในรอบที่ 4 ด้วยคะแนน 5 ต่อ 4 เสียง หลังจากตุลาการที่เคยงดออกเสียงได้ตัดสินใจลงคะแนนให้
วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่าเป็นวันที่องค์กรตุลาการรัฐธรรมนูญพ้นจากสภาวะ "สุญญากาศ" อย่างเป็นทางการ
ภายหลังจากการประชุมร่วมของ 9 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ณ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ที่ดำเนินไปอย่างตึงเครียดและยาวนานถึง 4 รอบโหวต ก่อนจะมีมติเลือก นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่
ย้อนรอย 2 ปี จากสุญญากาศสู่องค์คณะที่ครบถ้วน
กระบวนการเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ล่าช้าออกไปร่วมสองปี นับตั้งแต่นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตประธานฯ ครบวาระ 7 ปีในเดือนพฤศจิกายน 2567 และเกิดสภาวะสุญญากาศในการสรรหาตุลาการใหม่ในสัดส่วน "ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์" ส่งผลให้กระบวนการล่าช้าออกไปเป็นเวลาร่วมสองปี
เนื่องจากผู้สมัครที่ผ่านการสรรหาในรอบแรกๆ เช่น ศาสตราจารย์สิริพรรณ นกสวน สวัสดี และศาสตราจารย์ ร้อยตำรวจเอก สุธรรม เชื้อประกอบกิจ ไม่ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมวุฒิสภา
กระทั่งคณะกรรมการสรรหาได้มีมติคัดเลือก พลตำรวจโท จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ให้เสนอชื่อต่อวุฒิสภา และที่ประชุมวุฒิสภาได้มีมติเห็นชอบในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ส่งผลให้องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญครบจำนวน 9 ท่าน และสามารถดำเนินการจัดประชุมร่วมกันเพื่อเลือกบุคคลหนึ่งให้ดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ
กติกาการโหวตเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญ
ตามมาตรา 8 และมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 กำหนดให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจัดประชุมร่วมกันระหว่างตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ยังไม่พ้นจากตำแหน่งกับบุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา เพื่อดำเนินการเลือกกันเองให้ท่านใดท่านหนึ่งดำรงตำแหน่งประธานศาลรัฐธรรมนูญ
ในการประชุมร่วมเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 มีองค์คณะตุลาการเข้าร่วมประชุมและลงคะแนนเสียงครบถ้วนทั้ง 9 ท่าน ดังนี้
1. นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ศาลยุติธรรม (ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา) เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อ
2. นายจิรนิติ หะวานนท์ ศาลยุติธรรม (ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา) เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อ
3. พลตำรวจโท จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ เป็นตุลาการคนใหม่ที่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา
4. นายวิรุฬห์ แสงเทียน ศาลยุติธรรม (อดีตรองประธานศาลฎีกา)
5. นายนภดล เทพพิทักษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิทางราชการและสายงานการทูต
6. นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ ศาลปกครองสูงสุด (อดีตตุลาการศาลปกครองสูงสุด)
7. นายอุดม รัฐอมฤต ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์
8. นายสุเมธ รอยกุลเจริญ ศาลปกครองสูงสุด (อดีตรองประธานศาลปกครองสูงสุด)
9. นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้ทรงคุณวุฒิทางราชการและสายงานวิศวกรรมการคมนาคม
เบื้องหลังการโหวต 4 รอบ ในห้องประชุมลับ
รายงานข่าวระบุว่า ในการลงคะแนนเสียงเพื่อเลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 บรรยากาศของการคัดเลือกเป็นไปอย่างเข้มข้น ดุเดือด และยืดเยื้ออย่างยิ่ง
โดยเป็นการแข่งขันกันระหว่าง นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม และ นายจิรนิติ หะวานนท์ ซึ่งต่างก็เป็นตุลาการที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 และมีพื้นเพมาจากสายศาลยุติธรรมชั้นสูงด้วยกันทั้งคู่
สำหรับกฎเกณฑ์การคัดเลือกภายใต้ขอบเขตองค์คณะผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนจำนวน 9 ท่าน กำหนดให้ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนตุลาการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ กล่าวคือ ต้องได้คะแนนเสียงอย่างต่ำ 5 เสียงจาก 9 เสียง แต่ปรากฏว่ากระบวนการโหวตต้องดำเนินไปยาวนานถึง 4 รอบ เนื่องจากมีการคะแนนโหวตเท่ากันถึง 3 รอบ
ครั้งที่ 1 (4 : 4 : 1เสียง)
รายงานข่าวระบุว่า การโหวตรอบแรกหาผู้ชนะไม่ได้ในทันที เมื่อคะแนนแตกออกเป็นสองฝ่ายเท่ากันที่ 4 ต่อ 4 เสียง โดยมีตุลาการ 1 ท่านเลือกที่จะใช้สิทธิ์ "งดออกเสียง" ทำให้ยังไม่มีใครได้รับคะแนนเกินกึ่งหนึ่ง ตามที่กฎหมายกำหนด
ครั้งที่ 2 (4 : 4 : 1 เสียง)
บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นเมื่อการโหวตรอบสองให้ผลลัพธ์เดิม คือ เสมอกัน 4 ต่อ 4 เสียง โดยมี 1 เสียงที่ยังคงสงวนท่าทีด้วยการงดออกเสียงเช่นเดิม
ครั้งที่ 3 (4 : 4 : 1 เสียง)
รายงานข่าวระบุด้วยว่า เมื่อการโหวตครั้งที่สามยังซ้ำรอยเดิม ประธานชั่วคราวในการประชุมจึงสั่ง "พักการประชุม" เพื่อให้ตุลาการได้มีโอกาสหารือกันนอกรอบ เพื่อหาทางออกร่วมกันไม่ให้องค์กรต้องตกอยู่ในสภาวะทางตัน
ครั้งที่ 4 (5 : 4 เสียง)
ภายหลังการเจรจานอกรอบสลายทางตัน ในการโหวตรอบสุดท้าย "ตุลาการตัวแปร" ที่จากเดิมงดออกเสียงได้ตัดสินใจมอบคะแนนให้แก่ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ส่งผลให้นายอุดมได้รับคะแนนเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 เสียง ก้าวขึ้นเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่อย่างเป็นทางการ
ประวัติ "อุดม สิทธิวิรัชธรรม"
นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ได้รับการบันทึกว่าเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญที่มีประสบการณ์และความเจนจัดในสายงานยุติธรรมยาวนานกว่า 40 ปี
นายอุดม เกิดเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2497 สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงในปี พ.ศ. 2517 และสำเร็จการอบรมเป็นเนติบัณฑิตไทย สมัยที่ 28 ในปี พ.ศ. 2518 ก่อนจะสำเร็จการศึกษานิติศาสตรมหาบัณฑิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปี พ.ศ. 2525
ชีวิตการทำงานเริ่มต้นขึ้นในตำแหน่งนายทหารพระธรรมนูญ กองทัพเรือ ระหว่างปี พ.ศ. 2519 – 2524 จากนั้นได้โอนย้ายเข้าสู่สายงานตุลาการศาลยุติธรรมในปี พ.ศ. 2524 โดยเริ่มจากผู้ช่วยผู้พิพากษาและไต่เต้าผ่านตำแหน่งสำคัญในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา เช่น อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 และผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา จนกระทั่งได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563
สถิติการลงมติคดีสำคัญของ "อุดม สิทธิวิรัชธรรม"
ฐานเศรษฐกิจ รวบรวมข้อมูลผ่านผลงานการลงมติคำวินิจฉัยเชิงประจักษ์ในฐานะองค์คณะตุลาการผ่านคดีสำคัญของประเทศไทย
1. คดีวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 8 ปี ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายอุดมเป็นหนึ่งในตุลาการเสียงข้างมากที่เห็นว่า การนับระยะเวลา 8 ปีต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ประกาศใช้ (6 เมษายน พ.ศ. 2560) โดยให้เหตุผลส่วนตนว่า หลักการจำกัดวาระของนายกรัฐมนตรีเป็นบทบัญญัติใหม่ จึงไม่ควรนำไปใช้บังคับย้อนหลังกับบุคคลที่ดำรงตำแหน่งมาก่อนรัฐธรรมนูญบังคับใช้
2. คดีการถอดถอน นายเศรษฐา ทวีสิน พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายอุดมเข้าร่วมเป็นหนึ่งในองค์คณะตุลาการเสียงข้างมาก (มติ 5 ต่อ 4) ร่วมกับ นายปัญญา อุดชาชน, นายวิรุฬห์ แสงเทียน, นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ ในการวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐาสิ้นสุดลงเนื่องจากการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงจากการแต่งตั้ง นายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรี
3. คดีตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นคำร้องตรวจสอบ พ.ร.ก. กู้เงินของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายอุดมได้ลงมติร่วมกับเสียงข้างมากให้ พ.ร.ก. ดังกล่าวผ่านความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ขณะที่ นายจิรนิติ หะวานนท์ (คู่ชิงประธานศาล) และนายอุดม รัฐอมฤต ตกเป็นเสียงข้างน้อยในบางมาตรา







