
ศาล รธน.ประกาศลงราชกิจจาฯ แล้ว พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
ศาลรัฐธรรมนูญประกาศลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว คำวินิจฉัยฉบับละเอียด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 172
KEY
POINTS
- ศาลรัฐธรรมนูญได้ประกาศคำวินิจฉัยลงในราชกิจจานุเบกษาแล้วว่า พระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
- ศาลฯ มีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 ชี้ว่า การกู้เงินเพื่อแก้ไขผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172
- วัตถุประสงค์หลักของเงินกู้คือเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และสนับสนุนการเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทน
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ กรณีวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยที่ 8/2569 เรื่อง พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่
คลิกที่นี่ ดูคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 8/2569
ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีมติ 7 ต่อ 2 เสียง วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172
หัวใจสำคัญของคำวินิจฉัยอยู่ที่มาตรา 5 ของ พ.ร.ก. ซึ่งกำหนดวัตถุประสงค์การใช้เงินกู้ออกเป็น 2 ส่วน
ส่วนแรก คือ การนำเงินไปใช้ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน
ในประเด็นนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
ส่วนที่สอง คือ การใช้เงินเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลไปสู่เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชน รวมถึงการพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมด้านพลังงาน
ประเด็นนี้ศาลมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 เห็นว่า เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่งเช่นกัน ขณะที่ตุลาการเสียงข้างน้อย 2 คนเห็นว่า วัตถุประสงค์ในส่วนดังกล่าวไม่เข้าเงื่อนไขของการออกพระราชกำหนดตามรัฐธรรมนูญ
ตุลาการเสียงข้างมาก 7 คน ได้แก่ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, อุดม สิทธิวิรัชธรรม, วิรุฬห์ แสงเทียน, นภดล เทพพิทักษ์, บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์, สุเมธ รอยกุลเจริญ และ สราวุธ ทรงศิวิไล เห็นว่า วัตถุประสงค์ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานยังสามารถเชื่อมโยงกับสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้
ขณะที่ ตุลาการเสียงข้างน้อย 2 คน คือ จิรนิติ หะวานนท์ และอุดม รัฐอมฤต เห็นต่าง โดยมองว่าการนำเงินกู้ไปใช้กับแผนงานด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน การพัฒนาทักษะ และนวัตกรรม มีลักษณะเป็นการดำเนินนโยบายหรือการพัฒนาประเทศในระยะยาว มากกว่าจะเป็นการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่จำเป็นต้องใช้กลไกพระราชกำหนด







