
ป.ป.ช.ฟันยกก๊วน “รจนา - เกรียง กัลป์ตินันท์” ฮั้วสร้างถนน 43 ล้าน
ป.ป.ช.ชี้มูลยกก๊วน “รจนา-เกรียง กัลป์ตินันท์” คดีแบ่งจ้างสร้างถนนที่อุบลราชธานี 43.22 ล้าน เลี่ยงประกวดราคา ส่งสำนวนถึง อสส. ฟ้องศาลฎีกานักการเมือง
KEY
POINTS
- ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด "รจนา - เกรียง กัลป์ตินันท์" และพวก กรณีแบ่งโครงการก่อสร้างถนนมูลค่ากว่า 43 ล้านบาท ออกเป็น 26 โครงการย่อย เพื่อหลีกเลี่ยงวิธีการประกวดราคา
- นายเกรียง กัลป์ตินันท์ ถูกกล่าวหาว่า ใช้อำนาจ สส. แทรกแซงสั่งการให้แบ่งโครงการตั้งแต่ขั้นออกแบบ ขณะที่นางรจนาซึ่งเป็นนายกเทศมนตรีในขณะนั้นเป็นผู้อนุมัติ
- การไต่สวนพบพฤติการณ์ล็อกผู้รับเหมาที่เป็นเครือข่ายของตนเอง มีการจัดทำ "โพย" กำหนดผู้ชนะและราคาล่วงหน้า และจัดหาบริษัทคู่เทียบเพื่อฮั้วประมูล
- ป.ป.ช. ได้ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด "รจนา กัลป์ตินันท์" อดีตนายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี พร้อม "เกรียง กัลป์ตินันท์" อดีต สส.อุบลราชธานี และพวกรวมหลายราย กรณีแบ่งโครงการก่อสร้างถนนวงเงินกว่า 43.22 ล้านบาท ออกเป็น 26 โครงการย่อย เพื่อหลีกเลี่ยงการประกวดราคา พร้อมพบพฤติการณ์แทรกแซงการจัดซื้อจัดจ้าง ล็อกผู้รับเหมา และฮั้วประมูล ก่อนมีมติส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
วันที่ 9 กรกฎาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นางรจนา กัลป์ตินันท์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมพวก กรณีแบ่งจ้างโครงการก่อสร้างปรับปรุงและขยายผิวจราจร วงเงินรวม 43,221,000 บาท โดยแยกเป็นโครงการย่อย โครงการละไม่เกิน 2 ล้านบาท เพื่อหลีกเลี่ยงการจัดจ้างด้วยวิธีประกวดราคา และมุ่งหมายไม่ให้เกิดการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม
วางแผนแบ่ง 26 โครงการ ตั้งแต่ขั้นออกแบบเพื่อเลี่ยงกฎหมาย
ผลการไต่สวนของ ป.ป.ช. ระบุว่า ช่วงเดือนธันวาคม 2548 ถึงเดือนมกราคม 2549 นายเกรียง กัลป์ตินันท์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี และเป็นสามีของนางรจนา ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เทศบาลออกแบบและประมาณราคาก่อสร้างถนน โดยแบ่งถนนแต่ละสายออกเป็นหลายช่วง เพื่อให้แต่ละโครงการมีวงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาท อันเป็นเกณฑ์ที่สามารถใช้วิธีสอบราคาแทนการประกวดราคาได้
ต่อมา นางรจนา ลงนามอนุมัติแบบก่อสร้างรวม 26 โครงการ วงเงินทั้งสิ้น 43.22 ล้านบาท และแยกเสนอขอรับงบประมาณจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเป็น 2 รอบ โดยแยกโครงการที่อยู่บนถนนสายเดียวกันออกจากกัน เพื่อไม่ให้ปรากฏว่าเป็นงานต่อเนื่อง
พบ "เกรียง" แทรกแซงสั่งเดินหน้าสอบราคาทั้งที่ผิดระเบียบ
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ระบุว่า หลังได้รับการจัดสรรงบประมาณ นายเกรียงได้เข้ามาแทรกแซงการดำเนินงานของเทศบาลนครอุบลราชธานี โดยสั่งการให้เตรียมเอกสารจัดซื้อจัดจ้างล่วงหน้า และให้ดำเนินการจัดจ้างด้วยวิธีสอบราคาทันทีเมื่อได้รับงบประมาณ
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับปลัดเทศบาล ผู้อำนวยการสำนักการช่าง และผู้อำนวยการสำนักการคลัง ได้ทักท้วงว่า โครงการหลายแห่งเป็นถนนสายเดียวกันและมีลักษณะต่อเนื่อง หากรวมวงเงินแล้วเกิน 2 ล้านบาท ต้องใช้วิธีประกวดราคาด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Auction) ไม่สามารถแบ่งจ้างเป็นรายโครงการได้ เพราะจะเข้าข่ายแบ่งซื้อแบ่งจ้างอันขัดต่อกฎหมาย
แม้เจ้าหน้าที่จะคัดค้าน แต่นายเกรียงยัง ยืนยันให้ดำเนินการสอบราคาต่อ ก่อนจะยอมปรับเปลี่ยนบางส่วน โดยนำ 11 โครงการไปใช้วิธี e-Auction และคงให้ 13 โครงการที่เหลือใช้วิธีสอบราคา
ล็อกผู้รับเหมา-จัดคู่เทียบราคาพบเครือญาติจุ้นทุกขั้นตอน
ผลการไต่สวนยังพบพฤติการณ์ว่า มีการคัดเลือกผู้รับเหมาที่จะได้รับเชิญเข้าร่วมสอบราคาเพียงบางราย ซึ่งล้วนมีความเกี่ยวข้องกับนายเกรียง นางรจนา นายกานต์ กัลป์ตินันท์ และเครือญาติ
นอกจากนี้ ยังพบว่า นางสาวรัตติกา กัลป์ตินันท์ ซึ่งเป็นเครือญาติ ทำหน้าที่ประสานงานกับเจ้าหน้าที่พัสดุ กำหนดว่าห้างหุ้นส่วนรายใดจะซื้อซอง เสนอราคา และเข้ารับงานในแต่ละโครงการ รวมถึงมีการจัดทำ "โพย" กำหนดผู้ชนะล่วงหน้า พร้อมกำหนดราคาที่จะใช้เสนอ และจัดให้ผู้ประกอบการรายอื่นทำหน้าที่เป็นคู่เทียบหรือคู่ประกบ เพื่อให้ผลการสอบราคาเป็นไปตามที่วางแผนไว้
จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ป.ป.ช.ยังพบว่า หลังมีการเบิกจ่ายค่าจ้างในหลายโครงการ เงินบางส่วนถูกโอนต่อไปยังบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มกัลป์ตินันท์และเครือข่าย
สำหรับโครงการที่เปลี่ยนไปใช้วิธีประกวดราคาด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 11 โครงการ ป.ป.ช.ระบุว่า ไม่พบพยานหลักฐานว่า มีการกระทำผิดทางอาญา แม้จะพบว่าเจ้าหน้าที่เทศบาลบางรายมีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง
ชี้มูล "รจนา-เกรียง-กานต์"พร้อมผู้เกี่ยวข้องหลายราย
คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า
นางรจนา กัลป์ตินันท์ และ นายพงษ์ศักดิ์ มูลสาร มีมูลความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ รวมถึงความผิดตามพระราชบัญญัติเทศบาล
นายเกรียง กัลป์ตินันท์ มีมูลความผิดทั้งในช่วงดำรงตำแหน่ง สส. ฐานร่วมกระทำความผิดและใช้อำนาจแทรกแซงการจัดซื้อจัดจ้าง และภายหลังพ้นตำแหน่งยังมีมูลความผิดฐานสนับสนุนการกระทำผิด
นายกานต์ กัลป์ตินันท์ มีมูลความผิดทั้งก่อนและระหว่างดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา จากการสนับสนุนและร่วมกระทำความผิดในกระบวนการจัดจ้าง
นางสาวรัตติกา กัลป์ตินันท์ นายวีระ วสุธาดา รวมถึงผู้บริหารและหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนหลายแห่ง มีมูลความผิดฐานสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐในการกระทำความผิด
นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่เทศบาลบางรายถูกชี้มูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง ขณะที่นิติบุคคลบางแห่งซึ่งเลิกกิจการหรือสิ้นสภาพนิติบุคคลแล้ว ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบ ส่วนผู้ถูกกล่าวหารายอื่นที่พยานหลักฐานไม่เพียงพอ ป.ป.ช.มีมติให้ข้อกล่าวหาตกไป
ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีศาลฎีกาฯ
ท้ายที่สุด คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติส่งรายงานการไต่สวน สำนวนคดี พยานหลักฐาน และคำวินิจฉัยทั้งหมด ไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พร้อมส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาและผู้มีอำนาจดำเนินการทางวินัยตามกฎหมาย รวมทั้งแจ้งผลการพิจารณาให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับทราบเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
หมายเหตุ: การชี้มูลของ ป.ป.ช.เป็นขั้นตอนการวินิจฉัยว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอให้ดำเนินคดี ยังไม่ใช่คำพิพากษาถึงที่สุด ผู้ถูกชี้มูลยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด






