
สตง.-ป.ป.ช.-ป.ป.ท. บุกกรมศุลกากร ตรวจยิบ 2 โครงการใหญ่ 4.3 พันล้าน
สตง.-ป.ป.ช.-ป.ป.ท. ผนึกกำลังเฝ้าระวังทุจริต 2 โครงการใหญ่กรมศุลกากร วงเงินรวม 4,349 ล้านบาท ทั้งโครงการเช่า CCTV และจัดซื้อเครื่องเอกซเรย์ตู้คอนเทนเนอร์ เร่งแก้ปัญหาเครื่องเก่าอายุ 18 ปี ไร้อะไหล่ซ่อม
KEY
POINTS
- 3 หน่วยงานตรวจสอบทุจริต ได้แก่ สตง., ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ร่วมกันเข้าติดตามและเฝ้าระวัง 2 โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของกรมศุลกากร มูลค่ารวมกว่า 4,300 ล้านบาท
- โครงการดังกล่าวประกอบด้วย โครงการเช่าระบบกล้อง CCTV มูลค่ากว่า 1,400 ล้านบาท และโครงการจัดหาเครื่องเอกซเรย์ตู้คอนเทนเนอร์ใหม่ มูลค่า 2,900 ล้านบาท
- กรมศุลกากรมีความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดหาเครื่องเอกซเรย์ใหม่ เพื่อทดแทนเครื่องเดิมที่ใช้งานมานานถึง 18 ปีจนไม่มีอะไหล่สำหรับซ่อมบำรุงแล้ว
- การตรวจสอบครั้งนี้เป็นการทำงานเชิงป้องกัน โดยทั้ง 3 หน่วยงานได้ให้คำแนะนำในการร่าง TOR เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและป้องกันปัญหาการทุจริตในอนาคต
3 หน่วยงานตรวจสอบทุจริตของรัฐ ได้แก่ สตง. ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ลงพื้นที่กรมศุลกากร ประชุมติดตามและเฝ้าระวังการทุจริตในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ 2 โครงการ วงเงินรวมกว่า 4,349 ล้านบาท โดยกรมศุลกากรระบุว่าเครื่องเอกซเรย์เดิมใช้งานมานานถึง 18 ปี จนไม่มีอะไหล่ทดแทนแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าช่วงเช้าวันนี้ (8 ก.ค.69) 3 หน่วยงานตรวจสอบทุจริต ได้แก่ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นำโดยนายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน พร้อมด้วยตัวแทนสำนักงาน ป.ป.ท. และสำนักงาน ป.ป.ช. ได้บูรณาการในการติดตาม และเฝ้าระวังการทุจริตโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐที่มีงบประมาณตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งเป็นโครงการของหน่วยงานในสังกัดกรมศุลกากร จำนวน 2 โครงการ
ได้แก่ 1. โครงการเช่าระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV System) และเทคโนโลยี เพื่อการควบคุมทางศุลกากร และ 2. โครงการจัดหาระบบตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์สินค้าด้วยเครื่องเอกซเรย์ทดแทนและเพิ่มเติม โดยมีนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ให้การต้อนรับและนำผู้บริหารของกรมร่วมชี้แจงข้อมูล
สำหรับทั้ง 2 โครงการประกอบด้วย โครงการเช่าบริการระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV System) และเทคโนโลยีเพื่อการควบคุมทางศุลกากร มีวงเงินผูกพันงบประมาณปี 2569–2574 รวมทั้งสิ้น 1,449,211,100 บาท
โดยมีการลงนามสัญญาเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 กับ กิจการค้าร่วมสกายไฮ และยิบอินซอย ในวงเงิน 1,432,518,890 บาท ขณะนี้โครงการอยู่ในระยะที่ 1 (ติดตั้งและทดสอบระบบ 270 วัน) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มให้บริการเต็มรูปแบบได้ในเดือนมกราคม 2570
ส่วนอีกโครงการคือ โครงการจัดหาระบบตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์สินค้าด้วยเครื่องเอกซเรย์ วงเงินรวม 2,900 ล้านบาท เพื่อทดแทนเครื่องเดิมที่เสื่อมสภาพ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเตรียมประกวดราคาใหม่หลังจากรอบแรกประสบปัญหาผู้ยื่นเสนอราคาไม่ผ่านเงื่อนไข
กรมศุลกากร เผย 18 ปีแล้วยังไม่เคยเปลี่ยนเครื่องเอกซเรย์
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมติดตามเฝ้าระวังโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐว่า กรมศุลกากรมีความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดหาเครื่องเอกซเรย์ตู้คอนเทนเนอร์ใหม่ เนื่องจากเครื่องที่ใช้อยู่ในปัจจุบันที่ท่าเรือแหลมฉบังใช้งานมานานถึง 18 ปี จนบริษัทผู้ผลิตแจ้งว่าไม่มีอะไหล่รองรับแล้ว
โดยโครงการจัดหาระบบตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ด้วยเครื่องเอกซเรย์นี้มีงบประมาณ 2,900 ล้านบาท สำหรับจัดหาเครื่องเอกซเรย์ 4 เครื่อง ติดตั้งในจุดยุทธศาสตร์ ได้แก่ ท่าเรือแหลมฉบัง (2 เครื่อง), เชียงของ และแม่สอด เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้ไทยไม่เป็นทางผ่านของยาเสพติดโลก
“เครื่องเอกซเรย์ไม่หลอกเรา การใช้เทคโนโลยีจะช่วยลดการใช้ดุลพินิจและการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ประกอบการ ซึ่งช่วยลดช่องว่างในการเรียกรับผลประโยชน์และเพิ่มธรรมาภิบาลอย่างชัดเจน” นายพันธ์ทองระบุ พร้อมอธิบายว่าเทคโนโลยีใหม่จะช่วยให้เห็นความผิดปกติในตู้คอนเทนเนอร์ได้แม่นยำขึ้น เปรียบเสมือนเครื่อง MRI ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่
มั่นใจลงนามทันปีงบประมาณ 69 หลังได้ “พี่เลี้ยง” ตรวจสอบ
อธิบดีกรมศุลกากร ยอมรับว่าที่ผ่านมามีความกังวลใจเรื่องความล่าช้า เนื่องจากผ่านมา 9 เดือนแล้วยังไม่สามารถลงนามสัญญาได้เพราะงบประมาณมีมูลค่าสูงถึง 2,900 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การได้รับคำแนะนำจากทั้ง สตง., ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ตั้งแต่ขั้นตอนการร่าง TOR ทำให้กรมฯ มีความมั่นใจมากขึ้นว่าจะสามารถดำเนินกระบวนการให้ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย เพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดในราคาที่เหมาะสม
“วันนี้ถือเป็นมิติใหม่ที่เรามาคุยกันตั้งแต่ต้นทางในกระบวนการทำ TOR ทำให้เรามั่นใจว่าผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นของดีที่สากลยอมรับ และเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดเมื่อโครงการเสร็จสิ้นไปแล้ว” นายพันธ์ทอง กล่าวทิ้งท้าย
ด้าน นางสาวลัดดา เดือนสว่าง ผู้อำนวยการสำนักมาตรการป้องกันการทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช. เป็นตัวแทน 3 หน่วยงานตรวจสอบ เปิดเผยว่า วันนี้มาในลักษณะของการร่วมมือกันเพื่อป้องกันมากกว่าการจ้องจับผิด (Preventive approach) กรมศุลกากรมีความตั้งใจจริงที่จะทำให้เกิดความโปร่งใส ซึ่ง ป.ป.ช. ได้ให้คำแนะนำในการร่าง TOR ให้รัดกุมเพื่อเป็นเกราะป้องกันปัญหาในอนาคต







