
ป.ป.ช. รวบคาบางกรวย 'นายทุนเหมืองพะเยา' จ่ายส่วย แลกใบอนุญาตขนแร่
ป.ป.ช.ภาค 5 บุกจับ "นายทุนเหมืองแร่แบไรต์พะเยา" ในพื้นที่อำเภอบางกรวย นนทบุรี คาโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวข้าราชการอุตสาหกรรมจังหวัด แลกไฟเขียวใบอนุญาตขนแร่ ทั้งที่ตรวจสอบปริมาณแร่ไม่ครบขั้นตอน เร่งส่งฟ้องศาลทุจริตภาค 5
KEY
POINTS
- ป.ป.ช. เข้าจับกุมนายทุนเจ้าของเหมืองแร่ในจังหวัดพะเยา ตามหมายจับคดีทุจริตที่หลบหนีมาเกือบ 3 ปี
- ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่าโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของข้าราชการ เพื่อเป็นสินบนแลกกับการออกใบอนุญาตขนแร่
- พฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อมโยงกับการตรวจสอบปริมาณแร่ที่ผิดหลักเกณฑ์ เพื่อเอื้อประโยชน์ในการออกใบอนุญาตจำหน่ายแร่
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภาค 5 นำกำลังเข้าจับกุมนายทุนเหมืองแร่รายใหญ่ในจังหวัดพะเยา หลังพบพฤติการณ์โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของข้าราชการระดับปฏิบัติการที่มีอำนาจออกใบอนุญาตขนแร่ เชื่อมโยงกับกระบวนการตรวจสอบปริมาณแร่ที่ผิดปกติ ก่อนนำไปใช้ประกอบการขอใบอนุญาตจำหน่ายแร่หลายครั้ง คดีนี้อยู่ระหว่างการดำเนินคดีตามหมายจับของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 ที่ค้างมานานเกือบ 3 ปี
บุกจับกลางซอยบางกรวย หลังหลบหนีนาน
เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. สั่งการให้นายศรชัย ชูวิเชียร รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 5 นำเจ้าหน้าที่กลุ่มสืบสวนคดีทุจริตภาค 5 ประสานกำลังตำรวจสถานีตำรวจภูธรบางใหญ่ เข้าจับกุมนายสุรชัย (สงวนนามสกุล) หรือนายไพโรจน์ (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 ที่ 29/2565 ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2565
จากการสืบสวนพบว่าผู้ต้องหาหลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่ซอยบางขุนนนท์ 5 ตำบลบางขุนนนท์ อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เจ้าหน้าที่จึงวางแผนเข้าตรวจสอบและควบคุมตัว ซึ่งผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง และไม่เคยถูกจับกุมในคดีนี้มาก่อน
ผู้ต้องหาถูกนำตัวไปที่สถานีตำรวจภูธรบางใหญ่เพื่อทำบันทึกจับกุมและลงบันทึกประจำวัน ดำเนินการตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ก่อนส่งตัวให้พนักงานอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 5 เพื่อฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 ต่อไป
เส้นทางสัมปทาน 52 ฉบับ สู่ข้อพิรุธตรวจแร่
ต้นเรื่องของคดีนี้ย้อนกลับไปเมื่อผู้ต้องหาในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัท ส. จำกัด รับโอนสิทธิสัมปทานบัตรทำเหมืองแร่แบไรต์มาจากนางอุดมพร (สงวนนามสกุล) ผู้ถือสัมปทานบัตรเดิม แล้วยื่นคำขออนุญาตเปิดการทำเหมืองต่อสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดพะเยา จนได้รับอนุญาตเปิดเหมืองตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2552 และทยอยยื่นขอสัมปทานบัตรเพิ่มเติมจนมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 52 ฉบับ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2552 เมื่อนายวีระเดช (สงวนนามสกุล) นักวิชาการอุตสาหกรรมปฏิบัติการ ผู้ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าฝ่ายอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดพะเยา ลงพื้นที่ตรวจสอบปริมาณแร่พลอยได้จากการทำเหมือง
โดยใช้วิธีชักตัวอย่างแร่มาตรวจพิสูจน์จนยืนยันได้ว่าเป็นแร่เหล็กจริง ก่อนเสนอความเห็นให้ตรวจสอบแร่ที่เหลืออีก 4 กอง ด้วยวิธีคำนวณจากความกว้าง คูณความยาว คูณความสูง คูณค่าความถ่วงจำเพาะที่ 5.0 แล้วจัดทำรายงานลงนามรับรองผล เพื่อนำไปประกอบการออกใบอนุญาตจำหน่ายแร่ ซึ่งตามระเบียบต้องมีการตรวจสอบทุกครั้งก่อนจำหน่าย
ตรวจแร่ผิดขั้นตอน เปิดช่องออกใบอนุญาตต่อเนื่อง
ทว่าในการตรวจสอบครั้งต่อ ๆ มา เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2553 วันที่ 5 เมษายน 2553 และวันที่ 26 เมษายน 2553 นายวีระเดชกลับไม่ได้ดำเนินการชักตัวอย่างแร่เพื่อพิสูจน์ทราบเช่นเดียวกับการตรวจครั้งแรก แต่ใช้เพียงวิธีวัดขนาดกองแร่อย่างเดียว แล้วนำผลไปประกอบการออกใบอนุญาตให้กับบริษัท ส. จำกัด ต่อเนื่อง จนคณะทำงานสืบสวนตั้งข้อสังเกตว่าขั้นตอนดังกล่าวไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ควรจะเป็น
ที่สำคัญ ยังปรากฏข้อเท็จจริงว่านายสุรชัยหรือนายไพโรจน์ได้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวของนายวีระเดช ผู้มีหน้าที่พิจารณาออกใบอนุญาตขนแร่โดยตรง เป็นจำนวนหลายครั้งโดยไม่ปรากฏเหตุอันสมควร ซึ่ง ป.ป.ช. มองว่าเป็นพฤติการณ์เชื่อมโยงกับการเอื้อประโยชน์ในการออกใบอนุญาต
ข้อกฎหมายที่ใช้ดำเนินคดี
การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 ประกอบมาตรา 86
ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม โดย ป.ป.ช. ยืนยันว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
สำนักงาน ป.ป.ช. เปิดช่องทางให้ประชาชนที่พบเห็นการทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ สามารถแจ้งเบาะแสได้ผ่านสายด่วน 1205 เว็บไซต์ www.nacc.go.th หรือสำนักงาน ป.ป.ช. ภาค และสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดทั่วประเทศ







