
ป.ป.ช.รับโกงสอบท้องถิ่นเป็น"คดีพิเศษ" ล็อกเป้า 4 กลุ่ม สาวถึงตัวการใหญ่
ป.ป.ช.รับคดีโกงสอบท้องถิ่นเป็น "คดีพิเศษ" ลุยสาวถึงตัวการใหญ่ ล็อกเป้า 4 กลุ่ม อธิบดี สถ.-ผู้จัดสอบ-นายหน้า-ผู้ได้ประโยชน์ ดึง ตร.-ดีเอสไอ ร่วมขยายผล
KEY
POINTS
- ป.ป.ช.มีมติรับคดีทุจริตสอบแข่งขันข้าราชการส่วนท้องถิ่นเป็น "คดีพิเศษ" หลังพบหลักฐานขบวนการแก้คะแนนสอบและเรียกรับเงิน
- ตั้งคณะกรรมการไต่สวนโดยล็อกเป้าตรวจสอบ 4 กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นไปจนถึงผู้ที่ได้รับประโยชน์
- ประสานความร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ดีเอสไอ เพื่อขยายผลการสอบสวน และสาวให้ถึงตัวการใหญ่ของขบวนการ
ป.ป.ช.เดินหน้าคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ปี 2568 หลังรวบรวมพยานหลักฐานพบมูลน่าเชื่อว่ามีขบวนการแก้ไขคะแนนสอบและเรียกรับเงินช่วยผู้สมัครสอบผ่านโดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติรับเรื่องไว้ไต่สวนเป็น "คดีพิเศษ" พร้อมตั้งคณะกรรมการไต่สวน ล็อกเป้าตรวจสอบ 4 กลุ่ม ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เจ้าหน้าที่จัดสอบ นายหน้า ผู้แก้คะแนน ผู้ได้รับประโยชน์ รวมถึงบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง พร้อมประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติและ ดีเอสไอ ร่วมขยายผล เพื่อสาวถึงผู้บงการและเครือข่ายทั้งหมด
วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีทุจริตการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 ว่า ขณะนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติรับเรื่องดังกล่าวไว้ไต่สวนเป็น "คดีพิเศษ" หลังพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นคดีที่มีความสำคัญระดับประเทศ สร้างผลกระทบต่อระบบราชการและอยู่ในความสนใจของประชาชนเป็นวงกว้าง
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้สำนักงาน ป.ป.ช. ได้เร่งรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ภายหลังได้รับข้อมูลว่า มีการทุจริตในการดำเนินโครงการจัดสอบแข่งขันของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) โดยมีพฤติการณ์แก้ไขคะแนนสอบ รวมถึงเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบเพื่อช่วยให้สอบผ่านและได้รับการบรรจุเข้ารับราชการ
เชื่อได้ว่าอธิบดี สถ.พร้อมพวกมีส่วนเกี่ยวข้อง
ผลการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่า มีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พร้อมพวก มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการดังกล่าวในลักษณะที่เข้าข่ายทุจริต ทั้งการแก้ไขคะแนนสอบและการเรียกรับผลประโยชน์จากผู้สมัครสอบ โดยพยานหลักฐานที่รวบรวมได้มีน้ำหนักเพียงพอ ที่จะดำเนินการไต่สวนและดำเนินคดีต่อผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย
จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ประกอบกับลักษณะของคดีที่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการสรรหาบุคลากรภาครัฐ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงเห็นว่า เข้าหลักเกณฑ์เป็น คดีพิเศษ ตามแนวทางการพิจารณาและบริหารคดีของสำนักงาน ป.ป.ช. และมีมติรับเรื่องไว้ดำเนินการไต่สวนอย่างเป็นทางการ
ล็อกเป้า 4 กลุ่ม อธิบดี สถ.-ผู้จัดสอบ-นายหน้า-ผู้ได้ประโยชน์
พร้อมกันนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติแต่งตั้ง คณะกรรมการไต่สวน ตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 เพื่อดำเนินการสอบสวนเชิงลึก ครอบคลุมบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 4 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มแรก ผู้บริหารระดับสูงของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ซึ่งรวมถึงผู้มีอำนาจกำกับดูแลการดำเนินโครงการจัดสอบ
กลุ่มที่สอง เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับผิดชอบกระบวนการจัดสอบ การตรวจข้อสอบ และการประกาศผลสอบ ซึ่งจะตรวจสอบว่ามีการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบหรือเอื้อประโยชน์ให้ผู้ใดหรือไม่
กลุ่มที่สาม บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ แต่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริต ประกอบด้วย ผู้ที่ทำหน้าที่แก้ไขคะแนนสอบ นายหน้าหรือผู้เรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบ รวมถึงผู้สมัครสอบที่ได้รับการแก้ไขคะแนนในกระดาษคำตอบ
กลุ่มที่สี่ บุคคลอื่นที่มีส่วนร่วม สนับสนุน หรือเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ซึ่งคณะกรรมการไต่สวนจะขยายผลเพิ่มเติมหากพบพยานหลักฐานเชื่อมโยง
ดึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ-ดีเอสไอร่วมเป็นผู้ช่วยไต่สวน
นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า เพื่อให้การไต่สวนเป็นไปอย่างรอบด้านและมีประสิทธิภาพ สำนักงาน ป.ป.ช. จะประสานความร่วมมือกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อขอสนับสนุนพนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ เข้าร่วมเป็นผู้ช่วยคณะกรรมการไต่สวน ทั้งในด้านการสืบสวน การตรวจสอบเส้นทางการเงิน การวิเคราะห์พยานหลักฐานดิจิทัล และการขยายผลไปยังเครือข่ายผู้ร่วมกระทำความผิด






