thansettakij
thansettakij
เบื้องหลัง 9 เดือน 'โครงการเครื่องเอกซเรย์' 2.9 พันล้าน กรมศุลฯชะงัก

เบื้องหลัง 9 เดือน 'โครงการเครื่องเอกซเรย์' 2.9 พันล้าน กรมศุลฯชะงัก

08 ก.ค. 69 | 22:31 น.

เปิดเบื้องหลังบรรยากาศ 3 หน่วยงานตรวจสอบ สตง.-ป.ป.ช.-ป.ป.ท. ตรวจสอบ 2 โครงการใหญ่กรมศุลกากร อธิบดีฯเปิดอกยอมรับปมดีลล่ม 9 เดือน เพราะกลัวมีปัญหา ขณะที่เครื่องเก่าไร้อะไหล่ซ่อมนาน 18 ปี สตง.แนะทางออกเพื่อป้องกันล็อกสเปก

KEY

POINTS

  • โครงการจัดซื้อเครื่องเอกซเรย์ตู้คอนเทนเนอร์มูลค่า 2.9 พันล้านบาทของกรมศุลกากรเกิดความล่าช้ามากว่า 9 เดือน เนื่องจากผู้บริหารมีความกังวลและไม่กล้าตัดสินใจอนุมัติโครงการ เพราะการประมูลรอบแรกมีผู้ยื่นเสนอราคาเพียงรายเดียว เกรงว่าจะถูกตรวจสอบโดย สตง. และ ป.ป.ช.
  • กรมศุลกากรได้ประชุมร่วมกับ 3 หน่วยงานตรวจสอบระดับชาติ คือ สตง., ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. เพื่อหาทางออก โดยหน่วยงานตรวจสอบเข้ามาทำหน้าที่ในลักษณะ "พี่เลี้ยง" ให้คำแนะนำเพื่อป้องกันการทุจริตและสร้างความมั่นใจให้โครงการเดินหน้าต่อได้
  • หน่วยงานตรวจสอบได้ให้คำแนะนำสำคัญ เช่น การอนุมัติผู้เสนอราคารายเดียวสามารถทำได้หากมีความคุ้มค่าสูงสุด และการตัดงบประมาณส่วน "ปรับปรุงอาคาร" ออกจาก TOR เพื่อลดความเสี่ยงถูกมองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ ซึ่งอธิบดีกรมศุลกากรตัดสินใจทำตามทันที
  • หลังได้รับคำแนะนำ กรมศุลกากรมีความมั่นใจมากขึ้นและตั้งเป้าจะเร่งรัดกระบวนการเพื่อลงนามในสัญญาให้ทันก่อนสิ้นปีงบประมาณ 30 กันยายน 2569 เพื่อจัดหาเครื่องเอกซเรย์ใหม่ทดแทนเครื่องเดิมที่ใช้งานมานาน 18 ปีจนไม่มีอะไหล่ซ่อม

บรรยากาศที่คนภายนอกมองเข้ามาอาจดูตึงเครียด แต่ทว่าความเป็นจริงกลับกลายเป็นการเปิดอกพูดกันอย่างตรงไปตรงมาและเป็นกันเองเพื่อหาทางออกร่วมกัน ในการประชุมร่วมเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 69 ณ กรมศุลกากร ระหว่างฝ่ายบริหารกรมศุลกากร กับ 3 หน่วยงานตรวจสอบระดับชาติ สตง., ป.ป.ช., ป.ป.ท. 

การประชุมครั้งสำคัญเพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ระดับไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทของกรมศุลกากร จำนวน 2 โครงการ โดยมี นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เป็นประธานร่วมกับหน่วยงานตรวจสอบระดับประเทศ นำโดย นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) พร้อมด้วยผู้แทนจากสำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ท. เพื่อร่วมกันวางแนวทาง “พี่เลี้ยง” ป้องกันการทุจริตและลดความเสี่ยงในการจัดซื้อจัดจ้าง

เบื้องหลัง 9 เดือน 'โครงการเครื่องเอกซเรย์' 2.9 พันล้าน กรมศุลฯชะงัก

เปิดงบประมาณ 2 โครงการยักษ์ เสริมเขี้ยวเล็บด่านศุลกากร

กรมศุลกากรได้นำเสนอภาพรวมโครงการลงทุนที่เป็นเป้าหมายการเฝ้าระวังให้ 3 หน่วยงานตรวจสอบได้เห็นภาพรวม ได้แก่

 

1. โครงการเช่าระบบกล้อง CCTV และเทคโนโลยีระยะที่ 4 วงเงินงบประมาณผูกพันปี 2569–2574 รวมกว่า 1,449 ล้านบาท 

ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบบเดิมที่ใช้งานมานานกว่า 8 ปี โดยเปลี่ยนมาใช้รูปแบบ “เช่าบริการ” 60 เดือน เพื่อลดภาระการบำรุงรักษาและรองรับระบบ AI และ Cloud

ซึ่งโครงการนี้ได้ลงนามสัญญากับกิจการค้าร่วมสกายไฮ และยิบอินซอย ไปเมื่อ 25 มีนาคม 2569

เบื้องหลัง 9 เดือน 'โครงการเครื่องเอกซเรย์' 2.9 พันล้าน กรมศุลฯชะงัก

2. โครงการจัดหาระบบเครื่องเอกซเรย์ตู้คอนเทนเนอร์ วงเงินประมาณ 2,900 ล้านบาท เพื่อทดแทนเครื่องเดิมที่เสื่อมสภาพ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเตรียมประกวดราคาใหม่หลังจากรอบแรกประสบปัญหาผู้ยื่นเสนอราคาไม่ผ่านเงื่อนไข

“ผมต้องเซฟตัวไว้ก่อน” กับคำตอบจาก สตง. “อย่ากลัวโดยไม่มีเหตุผล”

บรรยากาศการประชุม ช่วงหนึ่งมีการหารือถึงปัญหาโครงการเครื่องเอกซเรย์ ซึ่งในการประกวดราคารอบแรก โครงการย่อยที่ 1 (CT Scan) มีผู้ยื่นเสนอราคาเพียงรายเดียว จนทำให้คณะกรรมการพิจารณาผลฯ เสนอให้ยกเลิก

โดย อธิบดีกรมศุลกากร ได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาในที่ประชุมถึงความกังวลของคนทำงานว่า

เบื้องหลัง 9 เดือน 'โครงการเครื่องเอกซเรย์' 2.9 พันล้าน กรมศุลฯชะงัก

“เรียนตามตรง มีผู้ยื่นเจ้าเดียวผมก็ไม่กล้าให้คณะกรรมการเดินต่อ เป็นประโยชน์กับราชการยังไงก็ต้องเอาเซฟตัวไว้ก่อน นี่พูดกันตรงไปตรงมา ที่ไม่กล้าเอารายเดียว เพราะกลัว สตง. มาตรวจ”

เมื่อได้ยินดังนั้นทำให้ นายมณเฑียร ผู้ว่าการ สตง. ได้ชี้ทางเพื่อคลายความกังวลว่า ตาม พรบ. จัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ มาตรา 8 เน้นเรื่องความคุ้มค่าและประสิทธิภาพมากกว่าแค่จำนวนรายผู้ยื่น หากเทคโนโลยีของรายเดียวนั้นดีที่สุดและเหมาะสมกับงบประมาณ การเลือกรายเดียวก็สามารถทำได้ตามระเบียบข้อ 56

อีกไฮไลท์สำคัญคือการถกเถียงเรื่องการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ (TOR) เพื่อไม่ให้ถูกมองว่า “ล็อกสเปก” โดยฝ่ายตรวจสอบแนะนำให้ใช้คีย์เวิร์ดสำคัญคือ “หรือเทียบเท่าขึ้นไป” โดยผู้ว่าการ สตง. ได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบที่เห็นภาพชัดเจน

เบื้องหลัง 9 เดือน 'โครงการเครื่องเอกซเรย์' 2.9 พันล้าน กรมศุลฯชะงัก

“ถ้าท่านกำหนดขวดน้ำ ท่านจะซื้อได้เฉพาะขวดน้ำ แต่ถ้ากำหนดขวดน้ำนี้หรือลักษณะเทียบเท่าขึ้นไป อะไรที่มันดีกว่าขวดน้ำ ท่านจะได้ทันที...”

นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนเรื่องเกณฑ์การตัดสินราคาและคุณภาพ (Price Performance) โดย สตง. ชี้ให้เห็นว่าการซื้อของที่ราคาสูงแต่ประสิทธิภาพสูงเพื่อจับยาเสพติดนั้นคือความคุ้มค่าตามมาตรา 8

“การซื้อของแพง กับการซื้อของราคาแพง ต่างกัน วัสดุที่ท่านเอามาใช้จับยาเสพติด มันเป็นวัสดุที่มีความเฉพาะที่มีราคาแพง เราซื้อได้ ทำไมไม่ซื้อ 3 บาท ก็ฉันจะใช้ 5 บาทมันตอบสนองกว่า พัสดุนั้นต้องมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ เราถึงต้องเขียนต้องเอา 5 บาท ไม่เอา 3 บาท”

บทเรียนเรื่อง “ของแถม” และการตัดสินใจตัดงบปรับปรุงอาคาร

ในส่วนของโครงการเอกซเรย์ ที่ประชุมได้ซักถามถึงรายละเอียดการพ่วงงบ “ปรับปรุงอาคารสำนักงานเดิม” เข้าไปใน TOR ด้วย 

เบื้องหลัง 9 เดือน 'โครงการเครื่องเอกซเรย์' 2.9 พันล้าน กรมศุลฯชะงัก

โดยตัวแทนกรมศุลกากรฯ ชี้แจงว่า การปรับปรุงอาคารเดิมเราไม่สามารถเขียนได้ว่าสเปคต้องเป็นอาคารแบบไหนขนาดเท่าไร แต่การมีอาคารคือการป้องกันรังสีจากเอกซเรย์กระจาย และต้องมีขนาดที่เหมาะกับเครื่องด้วย ดังนั้นเมื่อยังไม่ได้เครื่องเอกซเรย์ จึงกำหนดไม่ได้ว่าต้องอาคารแบบไหน และบริษัทเจ้าของเครื่องเอกซเรย์จะเป็นผู้กำหนดและสร้างเองเพื่อให้เหมาะกับเครื่อง 

ซึ่งจุดนี้ผู้แทนจาก ป.ป.ช. ได้ให้คำแนะนำเชิงเฝ้าระวังว่า การพ่วงงานอื่นที่ไม่ได้เป็นส่วนประกอบหลักของเครื่องเอกซเรย์อาจถูกมองเป็นการเอื้อประโยชน์หรือ “ของแถม” ได้ ซึ่งประเด็นของแถม มันก็เคยมีเรื่องกล่าวหามาแล้ว เช่นก่อสร้างถนนแล้วแถมรถให้หน่วยงาน มันจะมีประเด็นที่เขาร้องเรียนเข้ามาได้ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์

ประกอบกับความยุ่งยากทางกฎหมายเรื่องแบบก่อสร้างตามหนังสือเวียน ว.420 ที่ต้องมีแบบชัดเจนก่อนประกาศประมูล

ถึงจุดนี้ทำให้อธิบดีกรมศุลกากรจึงตัดสินใจกลางที่ประชุมว่า “ตัดออกเลยครับ” เพื่อให้โครงการมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีเอกซเรย์อย่างเดียวและเดินหน้าได้ทันกำหนดปีงบประมาณคือวันที่ 30 กันยายน 2569 

และก่อนจบการประชุม ผู้แทนหน่วยงานตรวจสอบได้ฝากคำแนะนำที่สำคัญถึงการทำบันทึกเหตุผลในทุกขั้นตอน เพราะการร้องเรียนมักไม่เกิดขึ้นในทันที

เบื้องหลัง 9 เดือน 'โครงการเครื่องเอกซเรย์' 2.9 พันล้าน กรมศุลฯชะงัก

“ปัญหาคือมันไม่ได้ร้องเรียนในวันนี้ บางทีมันผ่านไป 5 ปีสร้างเสร็จแล้วถึงมาร้องเรียน เอกสารหรือเหตุผลเหล่าที่เราคุยกันวันนี้ อ้างกฎหมายไหน ระเบียบไหน มันจะเป็นเกราะป้องกันท่าน”

ทางด้าน อธิบดีกรมศุลกากร ได้กล่าวสรุปด้วยความมั่นใจที่มากขึ้นว่าได้รับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการไม่ต้องกลัวการตรวจสอบหากทำเพื่อประโยชน์ของรัฐ

“วันนี้ได้ประโยชน์มาก ผมได้ความรู้ไปด้วย ทุกคนไม่ได้จะทุจริตนะ แต่กลัว สตง. กลัว ป.ป.ช. วันนี้ได้รับคำแนะนำว่าอย่ากลัว ผมพยายามจะลงนามในสัญญา ให้ทันก่อน 30 กันยายนนี้ครับ”

อธิบดีศุลกากรชี้เครื่องเก่า 18 ปี ไร้อะไหล่-ต้องเร่งยกระดับสู้ขบวนการค้ายา

จากนั้น นายพันธ์ทอง เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า กรมศุลกากรมีความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดหาเครื่องเอกซเรย์ตู้คอนเทนเนอร์ใหม่ เนื่องจากเครื่องที่ใช้อยู่ในปัจจุบันที่ท่าเรือแหลมฉบังใช้งานมานานถึง 18 ปี จนบริษัทผู้ผลิตแจ้งว่าไม่มีอะไหล่รองรับแล้ว

เบื้องหลัง 9 เดือน 'โครงการเครื่องเอกซเรย์' 2.9 พันล้าน กรมศุลฯชะงัก

โดยโครงการจัดหาระบบตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ด้วยเครื่องเอกซเรย์นี้มีงบประมาณ 2,900 ล้านบาท สำหรับจัดหาเครื่องเอกซเรย์ 4 เครื่อง ติดตั้งในจุดยุทธศาสตร์ ได้แก่ ท่าเรือแหลมฉบัง (2 เครื่อง), เชียงของ และแม่สอด เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้ไทยไม่เป็นทางผ่านของยาเสพติดโลก

“เครื่องเอกซเรย์ไม่หลอกเรา การใช้เทคโนโลยีจะช่วยลดการใช้ดุลพินิจและการพบปะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ประกอบการ ซึ่งช่วยลดช่องว่างในการเรียกรับผลประโยชน์และเพิ่มธรรมาภิบาลอย่างชัดเจน” นายพันธ์ทองระบุ พร้อมอธิบายว่าเทคโนโลยีใหม่จะช่วยให้เห็นความผิดปกติในตู้คอนเทนเนอร์ได้แม่นยำขึ้น เปรียบเสมือนเครื่อง MRI ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่

มั่นใจลงนามทันปีงบประมาณ 69 หลังได้ “พี่เลี้ยง” ตรวจสอบ

อธิบดีกรมศุลกากร ยอมรับว่าที่ผ่านมามีความกังวลใจเรื่องความล่าช้า เนื่องจากผ่านมา 9 เดือนแล้วยังไม่สามารถลงนามสัญญาได้เพราะงบประมาณมีมูลค่าสูงถึง 2,900 ล้านบาท แต่หลังจากได้รับคำแนะนำจากทั้ง สตง., ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ตั้งแต่ขั้นตอนการร่าง TOR ทำให้กรมฯ มีความมั่นใจมากขึ้นว่าจะสามารถดำเนินกระบวนการให้ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย เพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดในราคาที่เหมาะสม

เบื้องหลัง 9 เดือน 'โครงการเครื่องเอกซเรย์' 2.9 พันล้าน กรมศุลฯชะงัก

“วันนี้ถือเป็นมิติใหม่ที่เรามาคุยกันตั้งแต่ต้นทางในกระบวนการทำ TOR ทำให้เรามั่นใจว่าผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นของดีที่สากลยอมรับ และเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดเมื่อโครงการเสร็จสิ้นไปแล้ว” นายพันธ์ทอง กล่าว

ป.ป.ช. ย้ำมาแชร์ข้อมูลป้องปราม มากกว่ามาจ้องจับผิด

ด้านนางสาวลัดดา เดือนสว่าง ผู้อำนวยการสำนักมาตรการป้องกันการทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช. ระบุว่า ป.ป.ช. ได้นำสถิติและข้อร้องเรียนในอดีตมาถอดบทเรียนเพื่อแชร์จุดเสี่ยงให้กับกรมศุลกากร  

“ยืนยันว่าวันนี้พวกเรามาในลักษณะของการร่วมมือกันเพื่อป้องกันมากกว่าการจ้องจับผิด และชื่นชมกรมศุลกากรมีความตั้งใจจริงที่จะทำให้เกิดความโปร่งใส ซึ่ง ป.ป.ช. ได้ให้คำแนะนำในการร่าง TOR ให้รัดกุมเพื่อเป็นเกราะป้องกันปัญหาในอนาคต” นางวาธินีกล่าว