thansettakij
thansettakij
ลุ้นวันนี้ 3 แนวทาง ศาลรัฐธรรมนูญชี้ชะตา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ลุ้นวันนี้ 3 แนวทาง ศาลรัฐธรรมนูญชี้ชะตา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

เปิด 3 แนวทางศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ชะตาเมกะโปรเจกต์พลังงาน-นโยบายเศรษฐกิจรัฐบาล

KEY

POINTS

  • วันนี้ เวลา 09.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยชี้ขาดความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน
  • ประเด็นสำคัญ คือ การตีความว่าสถานการณ์ดังกล่าวเข้าข่าย "กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน" ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่
  • มีการคาดการณ์ผลคำวินิจฉัย 3 แนวทาง คือ พ.ร.ก. ไม่ขัดรัฐธรรมนูญและเดินหน้าได้, ขัดรัฐธรรมนูญและตกไปทั้งฉบับ, หรือขัดรัฐธรรมนูญเฉพาะบางส่วนที่ไม่เร่งด่วน

ศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ขาดวันนี้ คดี สส. 133 คน ยื่นตีความความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตพลังงานและเปลี่ยนผ่านพลังงานประเทศ ปมสำคัญอยู่ที่การตีความรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ว่าเข้าข่าย "กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน" หรือไม่ 

ประเมินมี 3 แนวทางวินิจฉัย ตั้งแต่ยกคำร้อง เดินหน้าโครงการได้เต็มรูปแบบ วินิจฉัยให้ พ.ร.ก.ตกทั้งฉบับ ซึ่งอาจกระทบแผนลงทุนและเสถียรภาพนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลโดยตรง และอีกแนวทางศาลอาจวินิจฉัยแบบแยกสาระสำคัญของ พ.ร.ก. ให้มาตรการช่วยเหลือประชาชน บรรเทาวิกฤตพลังงานเฉพาะหน้ามีความจำเป็นเร่งด่วน ดำเนินการต่อได้

ศาล รธน.ลงมติวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท วันนี้

ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. ในคดีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จำนวน 133 คน ยื่นคำร้องผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ศาลวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมปรึกษาคดี และเห็นว่าพยานหลักฐานที่คู่กรณีเสนอมีความครบถ้วนเพียงพอ เนื่องจากเป็นข้อพิพาทในประเด็นกฎหมาย จึงมีคำสั่ง ยุติการไต่สวน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 58 ก่อนกำหนดวันอ่านคำวินิจฉัย

ผลคำวินิจฉัยครั้งนี้ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะไม่เพียงชี้ขาดความชอบด้วยกฎหมายของ พ.ร.ก.กู้เงินเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การลงทุนภาคเอกชน ตลอดจนความเชื่อมั่นต่อนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลในระยะต่อไป

ปมใหญ่ตีความ มาตรา 172 ความจำเป็นเร่งด่วน

หัวใจสำคัญของคดีอยู่ที่การตีความ รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขการตราพระราชกำหนดไว้ว่า จะสามารถออกได้เฉพาะกรณีที่มี "ความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้" เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือเพื่อป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ

กลุ่ม สส.ผู้ยื่นคำร้องเห็นว่า แม้รัฐบาลจะอ้างเหตุผลเรื่องวิกฤตด้านพลังงานและความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แต่สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้อยู่ในระดับที่เข้าหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ จึงควรใช้กระบวนการตราเป็นพระราชบัญญัติผ่านการพิจารณาของรัฐสภาตามปกติ มากกว่าการใช้อำนาจฝ่ายบริหารออกเป็นพระราชกำหนด

ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลยืนยันว่า วิกฤตราคาพลังงาน ความผันผวนของตลาดโลก และความจำเป็นในการเร่งลงทุนเพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน เป็นสถานการณ์ที่ไม่อาจรอขั้นตอนทางนิติบัญญัติตามปกติได้ จึงมีเหตุจำเป็นเพียงพอในการออก พ.ร.ก.

ทำไมคดีนี้จึงมีความสำคัญ

วงเงินกู้ 400,000 ล้านบาท ถือเป็นหนึ่งในมาตรการทางการคลังขนาดใหญ่ของรัฐบาล เพื่อนำไปใช้รองรับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน และลงทุนในโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า พลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน และมาตรการช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน

หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการออก พ.ร.ก.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อาจส่งผลให้หลายโครงการต้องชะลอหรือยุติลง รวมถึงอาจกระทบต่อการจัดหาแหล่งเงินทุนและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ในทางกลับกัน หากศาลเห็นว่าการออก พ.ร.ก.เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็จะสามารถเดินหน้าการเบิกจ่ายงบประมาณและดำเนินโครงการต่าง ๆ ได้ต่อเนื่อง

เปิด 3 แนวทางคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

แนวทางที่ 1 : วินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ พ.ร.ก.ตกทั้งฉบับ

แนวทางแรก คือ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การออกพระราชกำหนดครั้งนี้ ไม่เข้าเงื่อนไขมาตรา 172 เพราะไม่มีเหตุฉุกเฉินหรือความจำเป็นเร่งด่วนเพียงพอ

หากเป็นเช่นนี้ พ.ร.ก.จะสิ้นผลบังคับทั้งฉบับ ส่งผลให้รัฐบาลไม่สามารถใช้อำนาจกู้เงินตามวงเงิน 400,000 ล้านบาทได้ โครงการต่าง ๆ ที่เตรียมดำเนินการอาจต้องยุติ หรือกลับไปเริ่มกระบวนการตรากฎหมายใหม่ผ่านรัฐสภา 

แนวทางนี้อาจกระทบต่อแผนลงทุนด้านพลังงานและความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน เนื่องจากต้องใช้เวลาพิจารณากฎหมายใหม่

แนวทางที่ 2 : วินิจฉัยว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

อีกแนวทางหนึ่ง คือ ศาลเห็นว่า สถานการณ์ด้านพลังงานเข้าหลักเกณฑ์ "ความจำเป็นเร่งด่วน" ตามมาตรา 172 ทำให้การออก พ.ร.ก.เป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

หากศาลวินิจฉัยในลักษณะนี้ รัฐบาลจะสามารถเดินหน้าโครงการทั้งหมดตามแผน ทั้งการกู้เงิน การลงทุน และมาตรการช่วยเหลือประชาชนได้ทันที โดยไม่ต้องดำเนินกระบวนการออกกฎหมายใหม่

แนวทางที่ 3 : ให้ตกเฉพาะบางส่วน

อีกแนวทางที่ถูกจับตา คือ ศาลอาจวินิจฉัยแบบแยกสาระสำคัญของ พ.ร.ก.

โดยศาลอาจเห็นว่า มาตรการช่วยเหลือประชาชนหรือมาตรการบรรเทาวิกฤตพลังงานเฉพาะหน้ามีความจำเป็นเร่งด่วน จึงสามารถดำเนินการต่อได้

แต่ในส่วนของโครงการลงทุนระยะยาว หรือโครงการที่เป็นการวางโครงสร้างพลังงานในอนาคต อาจถูกวินิจฉัยว่าไม่เข้าเงื่อนไขของมาตรา 172 และควรใช้กระบวนการตราเป็นพระราชบัญญัติผ่านรัฐสภาแทน

แนวทางนี้จะทำให้รัฐบาลยังสามารถใช้เงินบางส่วนได้ แต่ต้องปรับแผนการดำเนินโครงการใหม่

คำวินิจฉัยอาจเป็นบรรทัดฐานใหม่

คดีนี้ไม่ได้มีผลเฉพาะต่อวงเงินกู้ 400,000 ล้านบาทเท่านั้น แต่ยังอาจกลายเป็น บรรทัดฐานสำคัญในการกำหนดขอบเขตการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารในการออกพระราชกำหนดในอนาคต 

เนื่องจากที่ผ่านมา การตีความคำว่า "กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน" ตามมาตรา 172 เป็นประเด็นที่ถูกถกเถียงมาโดยตลอด หากศาลมีคำวินิจฉัยที่ชัดเจน จะเป็นแนวทางให้รัฐบาลชุดต่อ ๆ ไปใช้เป็นกรอบในการออกกฎหมายลักษณะเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 จึงถูกจับตาไม่เพียงในมิติทางกฎหมาย แต่ยังรวมถึงผลกระทบต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ การลงทุน และ เสถียรภาพของรัฐบาลในระยะต่อไป