
ศาล รธน.เอกฉันท์ไม่รับคำร้องคดี“อนุทิน”ตั้ง“พิพัฒน์”คุมสถานการณ์น้ำมัน
ศาลรัฐธรรมนูญเอกฉันท์ไม่รับคำร้องคดี นายกฯ อนุทิน ตั้ง “พิพัฒน์” คุมสถานการณ์น้ำมัน ชี้ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง-ช่องทางตรวจสอบต้องผ่าน สส. หรือ กกต.
KEY
POINTS
- ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้อง กรณีที่นายกฯ อนุทิน แต่งตั้งนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ให้กำกับดูแลสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิง
- ศาลให้เหตุผลว่า ผู้ร้องไม่ใช่ผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงจากการแต่งตั้งดังกล่าว จึงไม่มีสิทธิ์ยื่นคำร้อง
- นอกจากนี้ การยื่นเรื่องให้วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง จะต้องดำเนินการผ่าน สส., สว. หรือ กกต.เท่านั้น ไม่ใช่ช่องทางสำหรับบุคคลทั่วไป
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องของอดีตผู้สมัคร สว. ที่ขอให้วินิจฉัยกรณีนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง "พิพัฒน์ รัชกิจประการ" กำกับดูแลการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ โดยอ้างอาจเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนและขัดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง เหตุผู้ร้องไม่ใช่ผู้ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง อีกทั้งการขอให้วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องดำเนินการผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง เท่านั้น
วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมปรึกษาคดีและมีมติในคดีสำคัญที่อยู่ในความสนใจของสังคม คือคำร้องที่ ต.58/2563 ซึ่ง นายธนะวิทย์ วงศ์ธารทิพย์ อดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร ยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีการแต่งตั้งรัฐมนตรีที่อาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญและมีผลประโยชน์ทับซ้อน
ผู้ร้องระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งแต่งตั้งนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้รับผิดชอบกำกับดูแลและสั่งการด้านนโยบายพลังงาน รวมถึงการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ
ผู้ร้องเห็นว่า นายพิพัฒน์ เป็นผู้มีส่วนได้เสียในธุรกิจพลังงาน ซึ่งอาจทำให้การใช้อำนาจหน้าที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ธุรกิจของตนเอง หรือเครือญาติ อีกทั้งยังอ้างถึงการแถลงข่าวเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาสถานีบริการน้ำมันขาดแคลน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน รวมถึงผู้ร้องโดยตรง
จากเหตุผลดังกล่าว ผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสองเข้าข่ายขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และเป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่ที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน อันอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) รวมถึงมาตรา 184 วรรคหนึ่ง (2) และมาตรา 186 และเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และ (5)
อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้อง คำร้องเพิ่มเติม และเอกสารประกอบทั้งหมด ก่อนมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องยังไม่ปรากฏว่าผู้ร้องเป็นผู้ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง หรือได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการแต่งตั้งดังกล่าวอย่างไร จึงไม่เข้าเงื่อนไขผู้มีสิทธิยื่นคำร้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง
นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยว่า การขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 นั้น รัฐธรรมนูญได้กำหนดช่องทางดำเนินการไว้โดยเฉพาะ กล่าวคือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา ต้องเข้าชื่อเสนอผ่านประธานสภาที่ตนสังกัด เพื่อส่งเรื่องมายังศาลรัฐธรรมนูญ หรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้ส่งเรื่องให้ศาลวินิจฉัยได้
เมื่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกำหนดผู้มีอำนาจและกระบวนการยื่นคำร้องไว้เป็นการเฉพาะแล้ว บุคคลทั่วไปจึงไม่อาจใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ยื่นคำร้องในลักษณะดังกล่าวได้
ด้วยเหตุนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ สั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ส่งผลให้คดีดังกล่าวยุติลงตั้งแต่ชั้นรับคำร้อง โดยศาลมิได้เข้าสู่การพิจารณาเนื้อหาหรือข้อกล่าวหาเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนและคุณสมบัติของรัฐมนตรีแต่อย่างใด เนื่องจากคำร้องไม่เป็นไปตามเงื่อนไขและกระบวนการที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้






