thansettakij
thansettakij
'เอกชน' วิเคราะห์ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ผ่านก็ห่วง ไม่ผ่านก็เสี่ยง

'เอกชน' วิเคราะห์ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ผ่านก็ห่วง ไม่ผ่านก็เสี่ยง

08 ก.ค. 69 | 08:30 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ก.ค. 69 | 08:33 น.

ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมชี้ชะตา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท “สรเทพ โรจน์พจนารัช” ชี้ไม่ว่าผ่านหรือไม่ผ่านล้วนมีความเสี่ยง ห่วงเบิกจ่ายล่าช้า ใช้เงินไม่คุ้ม กระทบ GDP ความเชื่อมั่นนักลงทุน และหนี้สาธารณะ

KEY

POINTS

  • ภาคเอกชนมองว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทมีความเสี่ยงทั้งสองทาง ไม่ว่าจะผ่านการพิจารณาจากศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ตาม
  • หาก พ.ร.ก. ผ่าน มีความกังวลเรื่องประสิทธิภาพ ความโปร่งใสในการใช้เงิน และโครงการส่วนใหญ่เป็นระยะยาวอาจไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันที
  • หาก พ.ร.ก. ไม่ผ่าน จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนภาครัฐซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยกับ 'ฐานเศรษฐกิจ' ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญเตรียมพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ว่า ไม่ว่าผลการพิจารณาจะออกมาในทิศทางใด ล้วนมีประเด็นที่ต้องติดตามและสร้างความกังวลต่อภาคธุรกิจ

หาก พ.ร.ก.กู้เงินผ่านการพิจารณา สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่เพียงการกู้เงิน แต่คือประสิทธิภาพของการนำเงินไปใช้ เพราะคำถามสำคัญคือรัฐบาลจะสามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้รวดเร็วเพียงใด หากกระบวนการล่าช้า เงินก้อนดังกล่าวก็อาจไม่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและผลักดันการเติบโตของ GDP ในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของปีได้ตามเป้าหมาย

นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาว่าโครงการลงทุนที่จะนำเงินไปใช้ จะสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้คุ้มค่าหรือไม่ เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่ารัฐบาลจะลงทุนในโครงการใด และแต่ละโครงการจะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด

 

อีกประเด็นที่น่าห่วงคือความโปร่งใสในการจัดสรรงบประมาณ เพราะต้องมั่นใจว่าเงินจะถูกกระจายไปยังหน่วยงานและโครงการที่เหมาะสม สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ไม่ใช่เพียงการใช้งบประมาณโดยขาดประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกันการกู้เงินครั้งนี้จะทำให้ภาระหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นภาระระยะยาวของประเทศ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าผลตอบแทนจากการลงทุนจะคุ้มค่ากับต้นทุนที่เกิดขึ้น

โครงการส่วนใหญ่เป็นการลงทุนระยะยาว

นายสรเทพ กล่าวว่า จากข้อมูลเบื้องต้น รัฐบาลมีแนวโน้มนำเงินกู้ไปใช้ในโครงการด้านพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การสนับสนุนภาคธุรกิจ การลงทุนของภาคเอกชน การสร้างงาน รวมถึงการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศผ่านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมโฮสเทลประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม โครงการส่วนใหญ่เป็นการลงทุนระยะยาว จึงไม่น่าจะเห็นผลต่อเศรษฐกิจภายในช่วง 6 เดือนนี้ แม้อาจช่วยสร้างรากฐานการเติบโตในอนาคตก็ตาม

ในมุมมองหากรัฐบาลต้องการให้เม็ดเงินส่งผลต่อเศรษฐกิจได้รวดเร็ว การสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะให้ผลได้มากกว่า เนื่องจากเป็นกลุ่มที่สามารถนำเงินไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ทันที

หากไม่ผ่าน กระทบการลงทุนภาครัฐและความเชื่อมั่น

นายสรเทพ กล่าวว่า หาก พ.ร.ก.กู้เงินไม่ผ่านการพิจารณา จะส่งผลต่อการบริหารงบประมาณของรัฐบาลอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากภาครัฐจะขาดเครื่องมือสำคัญในการลงทุน ซึ่งการลงทุนของภาครัฐถือเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและกระตุ้น GDP

ดังนั้น ไม่ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน ต่างมีความเสี่ยงคนละด้าน หากผ่านก็ต้องพิสูจน์ว่าการใช้เงินจะเกิดประสิทธิภาพจริง ส่วนหากไม่ผ่าน ก็อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

ผลกระทบต่อร้านอาหาร-ท่องเที่ยว ยังไม่เห็นทันที

สำหรับภาคธุรกิจร้านอาหารและการท่องเที่ยว หาก พ.ร.ก.ผ่านการพิจารณา ก็อาจได้รับอานิสงส์จากมาตรการด้านพลังงานและการลงทุนในระยะต่อไป แต่ผลลัพธ์คงไม่เกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนนี้ เนื่องจากโครงการต่าง ๆ ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ

อย่างไรก็ตามการผ่าน พ.ร.ก.จะช่วยให้รัฐบาลมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการงบประมาณมากขึ้น และอาจสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติได้ในระดับหนึ่ง

ในทางกลับกัน หาก พ.ร.ก.ไม่ผ่าน จะส่งผลต่อมุมมองของนักลงทุนต่างชาติที่ประเมินเสถียรภาพด้านการคลังของไทย และอาจชะลอการตัดสินใจลงทุนในประเทศ

เสนอรัฐปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณ

นายสรเทพ มองว่า ในช่วง 6 เดือนข้างหน้า รัฐบาลควรเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการคลังของประเทศควบคู่กัน โดยเฉพาะโครงสร้างรายจ่ายภาครัฐที่ปัจจุบันมีสัดส่วนงบประมาณจำนวนมากถูกใช้ไปกับเงินเดือนข้าราชการและสวัสดิการภาครัฐ

โดยเสนอให้รัฐบาลปรับลดขนาดระบบราชการและทบทวนรายจ่ายด้านสวัสดิการ เพื่อให้มีงบประมาณเหลือเพียงพอสำหรับการลงทุนที่ช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างยั่งยืน