
9 ก.ค. ศาล รธน.ชี้ชะตาพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน รัฐบาลย้ำจำเป็นต่อพลังงาน
ลุ้น 9 ก.ค. ศาล รธน.ชี้ขาด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน "เอกนิติ" ชี้จำเป็นต่อความมั่นคงพลังงาน รับหากไม่ผ่านใช้เอกชนขับเคลื่อนแทน
KEY
POINTS
- ศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติในวันที่ 9 กรกฎาคม เพื่อชี้ขาดว่าพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
- รัฐบาลยืนยันว่า การกู้เงินมีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
- ประเด็นสำคัญของคดี คือ การตีความว่าสถานการณ์ด้านพลังงานในปัจจุบันเข้าข่าย "เหตุฉุกเฉินอันมีความจำเป็นเร่งด่วน" ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้หรือไม่
- หากศาลวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ไม่ผ่าน รัฐบาลได้เตรียมแผนสำรองโดยจะใช้กลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนการลงทุนด้านพลังงานแทน
ศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจาและลงมติวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 นี้ ปมคำร้อง สส. 133 คน ขอวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ขณะที่ "เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ"เผยรัฐบาลเคารพคำวินิจฉัยศาล ยืนยันการกู้เงินมีความจำเป็นต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พร้อมเผยหากผลไม่เป็นคุณ เตรียมใช้กลไกความร่วมมือภาครัฐ-เอกชนเดินหน้าการลงทุนแทน
ลุ้น 9 ก.ค.ศาลรัฐธรรมนูญชี้ชะตา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
การประชุมของศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ภาคเศรษฐกิจและนักลงทุนจับตา หลังศาลนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในคดีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จำนวน 133 คน ขอให้วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท มีความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมปรึกษาคดี และมีคำสั่งยุติการไต่สวน โดยเห็นว่า คดีเป็นปัญหาข้อกฎหมายและมีพยานหลักฐานเพียงพอสำหรับการวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง ก่อนกำหนดนัดลงมติในวันที่ 9 กรกฎาคม เวลา 09.00 น.
ปมตีความมาตรา 172 พ.ร.ก.เข้าข่าย"เหตุฉุกเฉิน"หรือไม่
หัวใจสำคัญของคดีอยู่ที่การตีความรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ซึ่งกำหนดให้การตราพระราชกำหนดสามารถดำเนินการได้เฉพาะกรณีที่มี "เหตุฉุกเฉินอันมีความจำเป็นเร่งด่วนที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้" เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ หรือรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
ฝ่ายผู้ร้องเห็นว่า รัฐบาลอาจไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ด้านพลังงานในปัจจุบันเข้าข่ายเหตุฉุกเฉินตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ จึงควรเสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติผ่านกระบวนการนิติบัญญัติตามปกติ มากกว่าการใช้อำนาจออกพระราชกำหนด
"เอกนิติ"ย้ำรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ว่า รัฐบาลพร้อมเคารพคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยสิ่งที่รัฐบาลทำได้ คือ การชี้แจงข้อมูลอย่างครบถ้วนถึงความจำเป็นของการออก พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว
นายเอกนิติ ระบุว่า ประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูง ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ยังสร้างความไม่แน่นอนต่อตลาดพลังงานโลก
"ประเทศไทยพึ่งพาน้ำมันเป็นจำนวนมาก สะท้อนจากดุลบัญชีเดินสะพัดที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกันยังไม่มีใครตอบได้ว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในโลกจะยุติลงเมื่อใด หรือจะเกิดความรุนแรงรอบใหม่หรือไม่ ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของโลก และทำให้ราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง" นายเอกนิติ กล่าว
หาก พ.ร.ก.ไม่ผ่านเตรียมใช้โมเดลรัฐ-เอกชนขับเคลื่อน
เมื่อถูกถามถึงแผนรองรับหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่เป็นคุณต่อรัฐบาล นายเอกนิติ ตอบว่า รัฐบาลได้เตรียมแนวทางดำเนินงานผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนไว้แล้ว
แนวทางดังกล่าวจะอาศัยกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เพื่อผลักดันการลงทุนด้านพลังงานทดแทนและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง แม้การมีงบจาก พ.ร.ก.จะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านได้รวดเร็วกว่า
"ประเทศไทยสามารถรอการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้ แต่การรอจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจอ่อนแอ เพราะราคาพลังงานโลกยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบาง" นายเอกนิติ กล่าว
เล็งหนุนพลังงานสะอาด-ไบโอดีเซลลดพึ่งพาน้ำมันนำเข้า
นายเอกนิติ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า เบื้องต้นรัฐบาลได้หารือถึงโครงการที่จะได้รับการสนับสนุนจากวงเงินกู้ดังกล่าวไว้แล้ว โดยจะเน้นการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด รวมถึงการลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซลในภาคขนส่ง
หนึ่งในแนวทางสำคัญ คือ การส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพหรือ ไบโอดีเซล ซึ่งผลิตจากวัตถุดิบทางการเกษตร เช่น ปาล์มน้ำมัน อ้อย และ อ้อยน้ำตาล นอกจากช่วยลดการนำเข้าน้ำมันแล้ว ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรควบคู่ไปกับการยกระดับความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ






