
ศาล รธน.ยังไม่ชี้ขาดคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง รอความเห็นผู้เชี่ยวชาญเพิ่ม
ศาล รธน.ยังไม่ชี้ขาดคดี ‘บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง’ รอความเห็นผู้เชี่ยวชาญเพิ่ม ส่วนคดีร้องประชามติแก้ รธน.เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ศาลสั่งไม่รับคำร้อง
KEY
POINTS
- ศาลรัฐธรรมนูญกำลังพิจารณาคดีเกี่ยวกับการใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส. ปี 2569
- ผู้ร้องเรียนกังวลว่า รหัสดังกล่าวอาจใช้ตรวจสอบตัวตนและผลการลงคะแนนของประชาชนได้ ซึ่งกระทบต่อหลักการลงคะแนนโดยลับ
- ศาลฯ ยังไม่มีคำวินิจฉัยในคดีนี้ โดยให้รอความเห็นจากพยานผู้เชี่ยวชาญและข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณา
ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่วินิจฉัยคดีปมใช้ Barcode และ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง สส.ปี 2569 หลังมีผู้ร้องกว่า 22 คำร้องกังวลอาจตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนได้ กระทบหลักการเลือกตั้งโดยลับ โดยศาลสั่งรอความเห็นผู้เชี่ยวชาญและข้อมูลเพิ่มเติม
ขณะที่อีกคดี ศาลมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องที่กล่าวหารัฐบาลตั้งคำถามประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ขัดคำวินิจฉัยศาลและเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ชี้ผู้ร้องไม่ได้รับความเสียหายโดยตรงและดำเนินการไม่ครบขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ
ศาล รธน.ยังไม่วินิจฉัยคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง
วันที่ 24 มิถุนายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องในคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินรับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 คำร้อง ซึ่งขอให้ส่งเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213
คำร้องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้กำหนดรูปแบบบัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code)
ผู้ร้องเห็นว่า การปรากฏรหัสดังกล่าวบนบัตรเลือกตั้งอาจทำให้สามารถสืบค้นหรือเชื่อมโยงไปถึงตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รวมถึงตรวจสอบผลการลงคะแนนของแต่ละบุคคลได้ ซึ่งอาจส่งผลให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ อันเป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย
ผู้ร้องชี้อาจกระทบสิทธิขั้นพื้นฐาน-หลักเลือกตั้งเสรี
ในคำร้องมีการอ้างว่า การดำเนินการดังกล่าวอาจขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหลายมาตรา ได้แก่
มาตรา 4 เรื่องการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพ
มาตรา 25 เรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
มาตรา 32 เรื่องสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว
มาตรา 34 เรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
มาตรา 50 (7) หน้าที่ของประชาชนในการพิทักษ์รักษาระบอบประชาธิปไตย
มาตรา 83 วรรคสอง
มาตรา 85
มาตรา 95
มาตรา 224 ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของ กกต.
ผู้ร้องจึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การจัดทำบัตรเลือกตั้งในลักษณะดังกล่าวกระทบต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับหรือไม่
ศาลสั่งรอความเห็นผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีคำวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว โดยเห็นว่าควรรอความเห็นจากพยานผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงถ้อยคำพยานเพิ่มเติมก่อน
นอกจากนี้ ศาลยังมอบหมายให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญศึกษาข้อมูลและข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยในอนาคต
ศาลตีตกคำร้องปมประชามติแก้รัฐธรรมนูญ
ในวันเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญยังได้พิจารณาอีกคดีหนึ่ง ซึ่ง น.ส.ณัฐธิดา นิโครธางกูร ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213
ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ได้จัดให้มีการออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดคำถามว่า
“ท่านเห็นชอบว่า สมควรจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ซึ่งเห็นว่าไม่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ลงวันที่ 10 กันยายน 2568 และอาจเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
พร้อมทั้งกล่าวอ้างว่า การดำเนินการดังกล่าวอาจนำไปสู่การล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49
ศาลชี้ผู้ร้องไม่ได้รับความเสียหายโดยตรง
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องไว้พิจารณา โดยเห็นว่า จากข้อเท็จจริงและเอกสารประกอบคำร้อง ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง หรือได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสองฝ่ายอย่างไร
ศาลเห็นว่า คำร้องดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นของผู้ร้องเท่านั้น จึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561
ด้วยเหตุนี้ ผู้ร้องจึงไม่สามารถยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 213 ได้
ส่วนประเด็นที่ผู้ร้องอ้างว่าการจัดประชามติอาจนำไปสู่การล้มล้างการปกครองตามมาตรา 49 นั้น ศาลเห็นว่า ผู้ร้องยังไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญกำหนด เนื่องจากไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ร้องได้ยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุดก่อน เพื่อขอให้อัยการสูงสุดส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสอง บัญญัติไว้
จึงถือว่าคำร้องไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้ศาลมีคำสั่งไม่รับคำร้องในส่วนดังกล่าวเช่นกัน







