
ระทึก ศาล รธน.นัด 9 ก.ค.ชี้ชะตาพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญ นัด 9 ก.ค.นี้ ชี้ชะตา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เผยผลวินิจฉัยอาจมีผลต่ออนาคตของเมกะโปรเจกต์พลังงานและเสถียรภาพเศรษฐกิจของรัฐบาล
KEY
POINTS
- ศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติในวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เพื่อวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
- คดีนี้เกิดจาก สส. 133 คนยื่นคำร้องว่า การออก พ.ร.ก.ดังกล่าวอาจไม่เข้าเงื่อนไขกรณีฉุกเฉินเร่งด่วนตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 กำหนดไว้
- ผลคำวินิจฉัยจะส่งผลโดยตรงต่อโครงการพลังงานขนาดใหญ่และเสถียรภาพทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล
ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 นี้ ในคดี สส. 133 คน ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ หลังผู้ร้องเห็นว่าไม่เข้าเงื่อนไขการตราพระราชกำหนด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ขณะที่ผลวินิจฉัยอาจส่งผลโดยตรงต่ออนาคตของเมกะโปรเจกต์พลังงานและเสถียรภาพทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล
ศาลรัฐธรรมนูญยุติไต่สวนนัดลงมติ 9 ก.ค.นี้
วันที่ 24 มิถุนายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมปรึกษาคดีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จำนวน 133 คน เข้าชื่อเสนอความเห็นผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 มีความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่
ภายหลังการพิจารณา ศาลเห็นว่า คดีดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมาย และมีพยานหลักฐานเพียงพอสำหรับการวินิจฉัยแล้ว จึงมีคำสั่งยุติการไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 58 วรรคหนึ่ง
พร้อมกันนี้ ศาลได้กำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติในวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น.
ปมขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 172
สาระสำคัญของคำร้องอยู่ที่การตีความรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขการตราพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ว่าจะต้องเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ รวมถึงรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
กลุ่ม สส.ผู้ร้องเห็นว่า รัฐบาลอาจไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า สถานการณ์ด้านพลังงานในปัจจุบันเข้าข่าย “กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วน” ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ จึงควรใช้กระบวนการตราพระราชบัญญัติผ่านรัฐสภาตามปกติ มากกว่าการออกเป็นพระราชกำหนด
ด้วยเหตุนี้ จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การออก พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคสอง กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องมีคำวินิจฉัยภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับเรื่องจากประธานสภาผู้แทนราษฎร
การนัดลงมติในวันที่ 9 กรกฎาคม จึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะนำไปสู่คำวินิจฉัยสุดท้ายของศาล ซึ่งจะมีผลผูกพันทุกองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
แบล็กกราวด์ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาล ที่ต้องการระดมเงินกู้วงเงินประมาณ 400,000 ล้านบาท
วัตถุประสงค์หลักประกอบด้วย:
-รับมือผลกระทบจากความผันผวนด้านราคาพลังงานโลก
-ลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
-สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
-ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแห่งอนาคต
-ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว
-ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero
รัฐบาลให้เหตุผลว่า สถานการณ์ความไม่แน่นอนด้านพลังงานโลก ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และความผันผวนของตลาดพลังงาน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการทางการเงินขนาดใหญ่และเร่งด่วน
ผลวินิจฉัยอาจกระทบทั้งนโยบายและการเมือง
คดีนี้มีความสำคัญในหลายมิติ เนื่องจากไม่ได้เป็นเพียงการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกู้เงินเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางบรรทัดฐานเกี่ยวกับอำนาจฝ่ายบริหารในการออกพระราชกำหนดในอนาคต
หากศาลวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญ รัฐบาลจะสามารถเดินหน้าแผนกู้เงินและโครงการด้านพลังงานต่าง ๆ ได้ต่อไป
แต่หากศาลวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ อาจส่งผลต่อสถานะของ พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว รวมถึงโครงการและงบประมาณที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองต่อรัฐบาลในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
ด้วยเหตุนี้ การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ จึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิดากทั้ง ภาคการเมือง ภาคธุรกิจ และ นักลงทุน ว่า จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศหรือไม่







