
อดีตตุลาการ เปิดฉากทัศน์คำวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เชื่อไม่ขัดรธน.
จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาล รธน. เชื่อว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากศาล รธน.มีอำนาจวินิจฉัยว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงหรือไม่ และไม่สามารถตรวจสอบเหตุจำเป็นเร่งด่วนได้
KEY
POINTS
- ศ.พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เชื่อว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่น่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากวัตถุประสงค์ทั้งการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานล้วนเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยของประเทศ
- ชี้ว่าอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 สามารถวินิจฉัยได้เพียงเงื่อนไขเดียวตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง คือเป็นไปเพื่อประโยชน์ด้านความมั่นคงหรือไม่ และไม่สามารถก้าวล่วงไปตรวจสอบเหตุจำเป็นเร่งด่วนได้
- เตือนว่าหากศาลวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ พ.ร.ก. จะเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น ซึ่งรัฐบาลมีความเสี่ยงสูงหากรีบกู้เงินและใช้จ่ายก่อนมีคำตัดสิน เพราะผู้สั่งการอาจต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและอาญา
หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติรับคำร้อง กรณี 133 สส.พรรคฝ่ายค้านยื่นผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งให้วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ปี 2569 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่
พร้อมมีคำสั่งให้ ครม. จัดทำคำชี้แจง ตามประเด็นที่กำหนด และจัดส่งสำเนาเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ส่งกลับภายใน 7 วัน ทั้งนี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีนัดประชุมครั้งถัดไปเต็มองค์คณะ 9 คน ในวันที่ 4 มิ.ย.
ศาสตราจารย์พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ให้มุมมองทางกฎหมายกับฐานเศรษฐกิจต่อกรณีดังกล่าว ทั้งในมิติอำนาจวินิจฉัย และฉากทัศน์ที่สามารถเกิดขึ้นได้
ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจวินิจฉัยแค่ไหน
ศ.พิเศษ จรัญ ระบุว่าภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยได้เพียงเงื่อนไขเดียวตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง คือพิจารณาว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4แสนล้าน นั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อความปลอดภัยของประเทศ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความปลอดภัยสาธารณะ หรือเพื่อบำบัดปัดป้องภัยพิบัติสาธารณะหรือไม่
ศาลไม่มีอำนาจก้าวล่วงไปตรวจสอบเรื่องเหตุฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่งตามวรรคสอง เนื่องจากรัฐธรรมนูญมองว่าเป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารหรือคณะรัฐมนตรีเป็นผู้รู้ข้อมูลดีที่สุด ซึ่งแนวทางนี้เป็นการย้อนกลับไปใช้หลักการเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งแตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่เคยให้อำนาจศาลตรวจสอบได้ทั้งสองเงื่อนไข
ฉากทัศน์ต่อไป
อดีตตุลาการศาลรธน. ฉายฉากทัศน์ว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงินฯ ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ผลที่ตามมาคือ พ.ร.ก.นั้นจะตกไปทั้งฉบับและถือเป็นโมฆะมาตั้งแต่ต้น เสมือนว่าไม่เคยมีผลบังคับใช้เลย ซึ่งจุดนี้มีความแตกต่างอย่างสำคัญจากการที่รัฐสภาไม่อนุมัติ พ.ร.ก.
กรณีที่รัฐสภาไม่อนุมัติ พ.ร.ก. กฎหมายจะตกไปโดยไม่มีผลเพิกถอนย้อนหลัง และสิ่งที่ทำไปก่อนหน้ายังถือว่าชอบด้วยกฎหมาย แต่หากเป็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าขัดรัฐธรรมนูญ จะส่งผลให้การดำเนินโครงการหรือการจ่ายเงินที่ผ่านมากลายเป็นการกระทำที่ไม่มีกฎหมายรองรับ
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงมีความเสี่ยงสูงหากรีบกู้เงินและนำมาจ่ายก่อนที่จะมีคำวินิจฉัย เพราะหากศาลชี้ว่าขัดรัฐธรรมนูญ ผู้ที่สั่งการหรืออนุมัติอาจต้องรับผิดชอบทั้งในทางแพ่งและทางอาญา เนื่องจากต้องมีการเรียกคืนเงินเยียวยาจากประชาชนซึ่งในทางปฏิบัติทำได้ยาก ผู้สั่งการจึงต้องรับผิดชอบแทน
เปิดมุมมอง แนวทางวินิจฉัย
ศ.พิเศษ จรัญ มีมุมมองต่อแนวทางการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีแบ่งวงเงินพิจารณาเป็น 2ส่วนว่า หากศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก็ยังต้องยึดเกณฑ์เดียวกันตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรค 1 โดยหลักสำคัญคือ ต้องพิจารณาว่า การกู้เงินดังกล่าวมีความจำเป็นเกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ หรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศหรือไม่
หากก้อนแรกเป็นงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงหรือความปลอดภัยของประเทศ ก็ถือว่าเข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ส่วนก้อนที่สองซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาและปรับปรุงระบบพลังงาน ก็ยังสามารถตีความได้ว่าเชื่อมโยงกับความมั่นคงของประเทศเช่นเดียวกัน
เรื่องพลังงานถือเป็นต้นทางของทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การคมนาคม อุตสาหกรรม หรือแม้แต่ความมั่นคงของประเทศ หากเกิดวิกฤตพลังงานขึ้นมา ย่อมส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งประเทศ
“เพราะฉะนั้นโอกาสที่ศาลรัฐธรรมนูญจะแยกวินิจฉัยว่า เงินกู้ก้อนแรก 170,000 กว่าล้านไม่ขัด แต่ก้อนที่ 2 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา172 วรรค 1 นั้น แทบจะไม่มีโอกาสเลย” ศ.พิเศษ จรัญกล่าว
ด้วยเหตุนี้ จึงมองว่า โอกาสที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้วงเงินกู้บางส่วนไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ตีตกอีกบางส่วน มีความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย เพราะสุดท้ายแล้ว ทั้งสองก้อนยังสามารถอธิบายได้ว่าอยู่ภายใต้กรอบ ความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ ตามเจตนารมณ์ของมาตรา 172 วรรค 1 เหมือนกัน
สุดท้าย ศ.พิเศษ จรัญ แนะนำว่า แนวทางที่ปลอดภัยที่สุดคือการรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วัน ก่อนจะเริ่มกู้เงินมาจ่ายจริง อย่างไรก็ตามการเตรียมความพร้อมจะสามารถทำได้โดยไม่ผิด แต่การเร่งกู้เงินมาใช้ในช่วงที่ยังมีความเสี่ยงทางกฎหมายเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง การรอผลการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการถือเป็นวิธีที่ช่วยลดความเสียหายและสร้างความชัดเจนทางกฎหมายได้ดีที่สุดสำหรับรัฐบาล





