thansettakij
thansettakij
ป.ป.ช.ฟันอาญา-วินัย"อดีตผู้ว่าฯ ภูเก็ต"ออกใบอนุญาตโรงแรมมิชอบ เอื้อเอกชน

ป.ป.ช.ฟันอาญา-วินัย"อดีตผู้ว่าฯ ภูเก็ต"ออกใบอนุญาตโรงแรมมิชอบ เอื้อเอกชน

02 ก.ค. 69 | 10:14 น.
อัปเดตล่าสุด :02 ก.ค. 69 | 10:57 น.

ป.ป.ช.ชี้มูล “จำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา” อดีตผู้ว่าฯ ภูเก็ต ออกใบอนุญาตโรงแรมมิชอบ เอื้อเอกชน เซ็นอนุมัติก่อนย้ายนั่งผู้ว่าฯ นครศรีธรรมราช ส่งฟันอาญา-วินัยร้ายแรง

KEY

POINTS

  • ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กรณีลงนามออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรมให้เอกชนโดยมิชอบ
  • การออกใบอนุญาตดังกล่าวเกิดขึ้นทั้งที่โครงการยังไม่มีรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามที่กฎหมายกำหนดสำหรับพื้นที่ตั้งโรงแรม
  • พบว่ามีการเร่งรัดลงนามในใบอนุญาตก่อนที่นายจำเริญจะย้ายไปรับตำแหน่งใหม่ ซึ่ง ป.ป.ช. ชี้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เอกชน
  • ป.ป.ช. ได้ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีอาญา และส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการเอาผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กรณีลงนามออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรมให้บริษัทเอกชน ทั้งที่ยังไม่มีรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามที่กฎหมายกำหนด โดยพบว่า เร่งลงนามอนุญาตก่อนย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ นครศรีธรรมราชชี้เข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อเอื้อประโยชน์เอกชน ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีอาญา พร้อมส่งผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยร้ายแรง

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิด นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ ภูเก็ต กรณีออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม (แบบ ร.ร.2) ให้แก่ บริษัท เทวา เอสเตท จำกัด ผู้ประกอบกิจการโรงแรม ยู เซนมายา (U ZENMAYA) โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทั้งที่เอกชนยังไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมที่กฎหมายกำหนด

ป.ป.ช.เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อเอื้อประโยชน์แก่เอกชน จึงมีมติชี้มูลความผิดทั้งทางอาญาและทางวินัย พร้อมส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดดำเนินคดี และส่งผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยต่อไป

บริษัทเอกชนยื่นขอใบอนุญาตตั้งแต่ปี 2557

จากผลการไต่สวนของ ป.ป.ช. พบว่า ในปี 2557 บริษัท เทวา เอสเตท จำกัด ได้ยื่นคำขอต่ออำเภอกะทู้ เพื่อขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม

อย่างไรก็ตาม พื้นที่โครงการตั้งอยู่ในบริเวณที่มีข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมของจังหวัดภูเก็ต โดยพื้นที่ส่วนหนึ่งตั้งอยู่ห่างจากแนวชายฝั่งทะเล เพียงประมาณ 50 เมตร และมีความลาดชันของพื้นที่ระหว่างร้อยละ 20-50 ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์ที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment : EIA) ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

แต่เมื่อยื่นคำขอ บริษัทกลับไม่ได้นำรายงาน EIA มาประกอบการพิจารณา รวมถึงยังขาดเอกสารสำคัญบางรายการ

อำเภอกะทู้ทวงเอกสาร 3 ครั้งแต่ไม่ส่ง EIA

ผลการไต่สวนระบุว่า อำเภอกะทู้ได้มีหนังสือติดตามให้บริษัทส่งเอกสารเพิ่มเติมถึง 3 ครั้ง โดยเฉพาะรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการอนุญาต

แม้บริษัทจะนำส่งใบอนุญาตเปลี่ยนการใช้อาคารเพิ่มเติม แต่ก็ยังไม่ยื่นรายงาน EIA ตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้คำขออนุญาตยังถือว่าเอกสารไม่ครบถ้วน

เร่งลงนามก่อนย้ายตำแหน่ง

ป.ป.ช. พบว่า เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2559 ก่อนที่ นายจำเริญ จะย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ นครศรีธรรมราช ได้มีคำสั่งเร่งรัดให้ผู้ใต้บังคับบัญชานำเรื่องที่ยังค้างการพิจารณาทั้งหมดเสนอให้ลงนาม

เจ้าหน้าที่จึงจัดทำบันทึกเสนอข้อเท็จจริง พร้อมแจ้งอย่างชัดเจนว่า คำขอใบอนุญาตของบริษัทดังกล่าวยังไม่มีหนังสือให้ความเห็นรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม และยังไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม นายจำเริญ ยังคงลงนามอนุญาตในฐานะนายทะเบียนออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม (แบบ ร.ร.2) ให้แก่บริษัทดังกล่าว

ป.ป.ช.ชี้ฝ่าฝืนกฎหมายหลายฉบับ

คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่า การออกใบอนุญาตดังกล่าวไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของ

พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.2547

ประกาศกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม

ประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องกำหนดพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พ.ศ.2553

การอนุญาตทั้งที่เอกสารยังไม่ครบ และไม่ผ่านเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อม จึงถือเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชน

ส่งอัยการสูงสุดฟ้องอาญา – เอาผิดวินัยร้ายแรง

คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติชี้มูลว่า นายจำเริญมีมูลความผิด

-ความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

-ความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172

-ความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

พร้อมมีมติส่งสำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยัง อัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาต่อศาลที่มีอำนาจ และส่งเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป