thansettakij
thansettakij
ยืดลมหายใจ 1 ปี เดดไลน์ มิ.ย. 2570 ชี้ชะตา 44 สส.พรรคส้ม

ยืดลมหายใจ 1 ปี เดดไลน์ มิ.ย. 2570 ชี้ชะตา 44 อดีตสส.พรรคส้ม

30 มิ.ย. 69 | 23:30 น.
อัปเดตล่าสุด :01 ก.ค. 69 | 00:51 น.

ยืดลมหายใจ 1 ปี เดดไลน์ มิ.ย. 2570 ชี้ชะตา 44 สส.พรรคส้ม : รายงานพิเศษ โดย...ธวัชชัย อินทรประดิษฐ์ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4114

KEY

POINTS

  • ศาลฎีกานัดพิจารณาคดี 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ในข้อหาฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง จากการเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
  • ศาลกำหนดกรอบเวลาพิจารณาคดีให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี โดยคาดว่าจะมีคำตัดสินชี้ชะตา สส. ทั้ง 44 คน ภายในเดือนมิถุนายน 2570
  • หากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง โทษสูงสุด คือ การพ้นจากตำแหน่งทันที และถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแกนนำพรรคคนสำคัญในพรรคส้มหลายคน

ไทม์ไลน์การเมืองอันจะมีผลต่อเสถียรภาพของพรรคสีส้ม หรือ “พรรคประชาชน” ปรากฏชัดเจนขึ้น เมื่อ “ศาลฎีกา” นัดพิจารณาครั้งแรกในคดีหมายเลขดำที่ คมจ.1/2569 ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องขอให้วินิจฉัยกรณีอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคก้าวไกล จำนวน 44 คน ร่วมกันลงชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ผลการพิจารณานัดแรก เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำคัดค้านและขีดเส้นกรอบเวลาพิจารณาคดีให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ซึ่งหมายความว่า แกนนำและ สส.ของพรรคประชาชน (ในปัจจุบัน) จะได้รับการ “ยืดลมหายใจ” ไปจนถึงช่วงเดือนมิถุนายน 2570 

ในทางกฎหมายและกลไกพิจารณา นี่คือกระบวนการ “นับถอยหลัง” สู่การพิจารณาคดี “ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง” ที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าโครงสร้างพรรคส้มไปอย่างสิ้นเชิง

เดดไลน์ 1 ปีจบคดี 44 สส.พรรคส้ม

บรรยากาศที่ศาลฎีกาในวันนัดพิจารณาครั้งแรก สะท้อนให้เห็นถึงมาตรการตั้งรับของฝั่งอดีต สส.ก้าวไกล โดยส่วนใหญ่ส่งทนายความเข้าฟังคำสั่ง ขณะที่บางส่วน อาทิ นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. พรรคประชาชน และ พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ อดีตรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล เดินทางมาปรากฏตัวด้วยตนเอง 

ศาลฎีกาได้วางกรอบการเดินหน้าคดีไว้อย่างเป็นระบบ โดยกำหนด นัดตรวจพยานหลักฐาน ในวันที่ 4 สิงหาคม 2569 และเปิดนัดไต่สวนพยานโจทก์นัดแรก ในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ตามด้วยการนัดต่อเนื่องในวันที่ 22 กันยายน และ 27 ตุลาคม 2569 ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ถูกตีกรอบให้เบ็ดเสร็จภายในเวลา 1 ปี ด้าน ป.ป.ช.ในฐานะผู้ร้องได้เตรียมขุมกำลังพยานไว้ถึง 17 ปาก เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า พฤติการณ์การเสนอกฎหมายดังกล่าวมี เจตนาซ่อนเร้น ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง

ไม่สั่ง“ณัฐพงษ์”หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส.

อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตยังมีลมหายใจให้ “พรรคส้ม” ได้โล่งอกชั่วคราว เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องของ นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 ที่พยายามยื่นดาบสองขอให้ศาลสั่ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. จากปมให้สัมภาษณ์วิจารณ์องคมนตรีและระบอบสีน้ำเงิน 

โดยศาลมองว่า ผู้ร้องไม่ใช่คู่ความโดยตรง และหลักฐานไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ทำให้ นายณัฐพงษ์ ยังคงสามารถทำหน้าที่นำทัพฝ่ายค้านในสภาต่อไปได้ในระหว่างที่คดีหลักกำลังงวดเข้ามา

                                ไทม์ไลน์คดีจริยกรรม 44 สส.พรรคส้ม

ย้อนปม ม.112 สู่ข้อหาจริยธรรม

จุดตั้งต้นของคดีนี้เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2566 เมื่ออดีต สส.พรรคก้าวไกล 44 คน ได้ร่วมกันเข้าชื่อเสนอร่างแก้ไข มาตรา 112 คำร้องของ ป.ป.ช. ที่ยื่นต่อศาล เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ระบุเนื้อหาอย่างรุนแรงว่า พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการลดทอนสถานะสำคัญในการรับรอง คุ้มครอง และเทิดทูนองค์พระมหากษัตริย์ ทั้งที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เคยแจ้งเตือนข้อบกพร่องทางกฎหมายแล้ว แต่กลุ่ม สส.ดังกล่าวยังคงยืนยันเดินหน้า 

ป.ป.ช.จึงวินิจฉัยว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวมีเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อันมีเจตนามุ่งร้ายโดยชัดแจ้งที่จะทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง 

การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คน จึงเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ฐานไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ฐานไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขต และเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิ ผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน รวมทั้งฐานกระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์

โทษประหารชีวิตทางการเมือง

สิ่งที่แวดวงการเมืองต้องจับตาอย่างไม่กระพริบตา ไม่ใช่แค่เพียงระยะเวลา 1 ปี ที่ศาลใช้พิจารณาคดี แต่คือ "อัตราโทษ" ของคดีจริยธรรมร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งหากศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า มีความผิดจริง บทลงโทษจะรุนแรงชนิดที่เรียกว่า "จบชีวิตทางการเมือง" เลยทีเดียว โดยมีรายละเอียดโทษตามกฎหมายดังนี้

พ้นจากตำแหน่งทันที: ผู้ถูกกล่าวหาที่เป็น สส. หรือ ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ในปัจจุบัน จะต้องพ้นจากตำแหน่งนับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา

เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต: ถูกตัดสิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส., สว., สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้ บริหารท้องถิ่น รวมถึงไม่มีสิทธิ์ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ (เช่น รัฐมนตรี, ข้าราชการการเมือง) ไปตลอดชีวิต

เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสูงสุด 10 ปี: ศาลอาจสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (ลงคะแนนเสียง) เป็นเวลาไม่เกิน 10 ปีด้วย ซึ่งหมายความว่าจะหมดสิทธิยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งในทุกระดับ 

หากศาลฎีกาพิพากษาลงโทษสูงสุด อดีต สส. ทั้ง 44 คน ซึ่งรวมถึงแกนนำคนสำคัญของพรรคส้ม ปัจจุบัน อาทิ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, ไหม ศิริกัญญา ตันสกุล, รังสิมันต์ โรม รวมถึงอดีตแกนนำอย่าง พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ ชัยธวัช ตุลาธน จะต้องปิดฉากเส้นทางการเมืองในสภาไปโดยถาวรทันที 

ผลกระทบต่อการเมืองไทย

ฝั่งผู้คัดค้าน นำโดย พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ยืนยันว่า การต่อสู้ในอีก 1 ปีข้างหน้า จะเป็นการชี้ช่องให้ศาลเห็นถึงกระบวนการได้มาซึ่งพยานหลักฐานของ ป.ป.ช. ที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อรัฐธรรมนูญ รวมถึงความพยายามชี้แจงว่า การเสนอกฎหมายในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติเป็นเอกสิทธิ์ที่ได้รับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ควรถูกนำมาผูกโยงกับมาตรฐานทางจริยธรรมเพื่อลงทัณฑ์ย้อนหลัง

คดีนี้ในช่วงกลางปี 2570 คงไม่ใช่แค่การพิสูจน์ความผิดของคน 44 คน แต่จะเป็นบรรทัดฐานใหม่ของประเทศไทยว่า "ขอบเขตอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติในการแก้ไขกฎหมาย มีเพดานอยู่ที่ตรงไหน?" 

และผลลัพธ์จะกลายเป็นการเซ็ตซีโร่ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งจะส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงเสถียรภาพทางการเมืองของ “พรรคส้ม” และอาจรวมถึงการเมืองไทยในระยะยาว...

รายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4114